เมื่อครั้งที่สยามประเทศ อยู่ท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน ผู้คนต้องพึ่งพาแสงจากตะเกียงน้ำมัน หรือโคมแก๊สเป็นหลัก กว่าที่ไฟฟ้าหลอดแรกจะส่องสว่างขึ้นนั้น มีเรื่องราวที่น่าสนใจ เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “แสง-ชูโต” อันมีความหมายเชื่อมโยงกับการนำแสงสว่างมาสู่ประเทศ
ในปี พ.ศ. 2423 โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาหลอดไฟฟ้าแบบใช้งานได้จริง และในปี พ.ศ. 2425 ได้ก่อตั้งโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แห่งแรกขึ้น ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ขณะที่โลกตะวันตกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งพลังงานไฟฟ้า สยามในเวลานั้นยังคงใช้ตะเกียงน้ำมัน และไม่มีใครคาดคิดว่า “แสงสว่าง” จะสามารถเดินทางมาตามสายโลหะได้ ผู้ที่มองเห็นอนาคตก่อนใครคือ เจ้าหมื่นไวยวรนาถ หรือ เจิม แสง-ชูโต ซึ่งต่อมาคือ จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี
เมื่อปี พ.ศ. 2421 ขณะร่วมคณะราชทูตสยามเดินทางไปยังประเทศอังกฤษ ท่านได้มีโอกาสเห็นความสว่างไสวของกรุงลอนดอนในยามค่ำคืน จึงคิดจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เช่นกัน เมื่อกลับถึงสยาม ท่านได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ด้วยผู้คนยังไม่คุ้นเคยกับวิทยาการนี้ พระองค์มีพระราชดำรัสว่า
“ไฟฟ้า หลังคาตัด ข้าไม่เชื่อ”
คำว่า “ไฟฟ้า” ในสมัยนั้น เป็นสิ่งแปลกใหม่ จินตนาการไม่ออกว่ามันคืออะไร และแสงสว่างจะเกิดขึ้นได้อย่างไรโดยไม่ต้องจุดไฟ
เจ้าหมื่นไวยวรนาถ จึงตัดสินใจพิสูจน์ ด้วยการนำที่ดินมรดกส่วนตัวไปขาย ได้เงินจำนวน 180 ชั่ง หรือประมาณ 14,400 บาท แล้วมอบหมายให้ นายมาโยลา ครูฝึกทหารชาวอิตาเลียน เดินทางไปจัดซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่กรุงลอนดอน มาติดตั้งจำนวน 2 เครื่อง ติดตั้งสายไฟและหลอดไฟ ที่ศาลากรมทหารหน้า (กระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน) จากนั้นจึงเดินสายไฟเข้าไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2427 ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสงสว่างถูกเปิดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงสยาม อย่างเป็นทางการ
เมื่อทอดพระเนตรเห็นความสว่างของไฟฟ้าแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักทันทีว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศ ช่วยลดการใช้น้ำมันและแก๊สสำหรับจุดโคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อีกด้วย จึงพระราชทานเงินคืนแก่เจ้าหมื่นไวยวรนาถ และทรงมีพระราชดำริให้มีการสร้างระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในอนาคต
ห้าปีต่อมา (พ.ศ. 2432) จ้าหมื่นไวยวรนาถ ร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจและข้าราชการไทย ได้ร่วมกันก่อตั้ง บริษัทไฟฟ้าสยามกอมปนี ลิมิเต็ด โรงไฟฟ้าแห่งแรกของกิจการตั้งอยู่บริเวณวัดเลียบ ใกล้เชิงสะพานพุทธ
ต่อมา กิจการประสบปัญหาขาดทุน จึงโอนสัมปทานให้กับ บริษัทแตรมเวย์ ของชาวเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการรถรางในขณะนั้น (ใช้ม้าลาก) ในปี พ.ศ. 2434 บริษัทแตรมเวย์ได้สร้างโรงไฟฟ้าขึ้นอีกแห่ง ที่วัดมหาพฤฒาราม เพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับรถรางโดยเฉพาะ ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2437 มีรถรางไฟฟ้าวิ่งให้บริการ และ ถือเป็นหนึ่งในเมืองแรก ๆ ของเอเชีย ที่มีระบบขนส่งมวลชนด้วยไฟฟ้า
ในค่ำวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2438 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จทอดพระเนตรกิจการรถรางไฟฟ้าด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงทดลองประทับรถราง และทรงสนทนากับ นายชม ผู้ขับรถราง อย่างใกล้ชิด
จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรโรงไฟฟ้าวัดมหาพฤฒาราม ซึ่งมี มิสเตอร์แฮนเซน วิศวกรชาวเดนมาร์ก ถวายการต้อนรับ
พระองค์ทรงตรัสถามว่า เหตุใดโรงไฟฟ้าจึงใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงแทนฟืน มิสเตอร์แฮนเซนตอบว่า แกลบมีราคาถูกกว่าฟืน ประมาณ 50 เท่า ทำให้ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องสำคัญมากมากว่าร้อยปีแล้ว
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง สยามมีโรงไฟฟ้าหลักสองแห่ง ได้แก่ แห่งแรกโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ทำหน้าที่จ่ายไฟให้พื้นที่ตอนใต้ของพระนครและฝั่งธนบุรี แห่งที่สองโรงไฟฟ้าหลวงสามเสน ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2455 สมัยรัชกาลที่ 6 ทำหน้าที่จ่ายไฟให้พื้นที่ตอนเหนือ โดยทั้งสองแห่งแบ่งเขตการจ่ายไฟ โดยใช้แนวคลองบางลำพู และคลองบางกอกน้อยเป็นเส้นแบ่ง
ระหว่างปี พ.ศ. 2485-2488 โรงไฟฟ้าทั้งวัดเลียบ และสามเสน ถูกโจมตีทางอากาศ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ผู้คนหวนกลับไปใช้โคมตะเกียงน้ำมันเช่นเดียวกับเมื่อครั้งต้นรัชกาลที่ 5
เจ้าหมื่นไวยวรนาถ ผู้บุกเบิกไฟฟ้าในสยามนั้น ต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุล
จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “แสง-ชูโต”
นามสกุล แสง-ชูโต เป็นราชินิกุลสายหนึ่งที่แตกแขนงมาจากสกุล "ชูโต" (ต้นตระกูลสืบเชื้อสายมาจากเจ้าคุณชูโต พระเชษฐาของสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 1)
ขอบคุณเรื่องราวจาก เฟซบุ๊กส์เจาะเวลาหาอดีต
ย้อนกลับไปปลายศตวรรษที่ 18 มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ Alessandro Volta เขาสนใจว่า อะไรเป็นตัวทำให้กระแสไฟไหล ซึ่งในยุคนั้น หลายคนรู้แล้วว่าไฟฟ้า “มันไหลได้” แต่ยังไม่รู้ว่าอะไรคือแรงผลักดันให้มันไหลจริง
การค้นพบที่สำคัญก็คือ Volta ทดลองนำโลหะต่างชนิดกัน เช่น สังกะสี กับ ทองแดง
มาวางซ้อนสลับชั้นกัน เขาพบว่า เมื่อนำโลหะต่างชนิดมาแตะกัน จะเกิดแรงผลักทางไฟฟ้าขึ้น
และสิ่งนี้เอง กลายเป็นต้นแบบของแบตเตอรี่ก้อนแรกของโลก หรือที่เรียกว่า Voltaic Pile
แนวคิดสำคัญที่โลกได้จาก Volta จากการทดลองนี้ มนุษย์เริ่มเข้าใจว่า ไฟฟ้าไม่ได้ไหลเอง
แต่ต้องมี “ความต่าง” ของอะไรบางอย่างคอยผลักมันให้ไหลออกมา ความต่างนั้น เราเรียกว่า แรงดันไฟฟ้า (Voltage) เพื่อเป็นเกียรติแก่ผลงานของ Volta
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงตั้งชื่อหน่วยวัดแรงดันไฟฟ้า ว่าโวลต์ (Volt) เขียนย่อว่า V “โวลต์” ความหมาย ในทางฟิสิกส์ แรงดันไฟฟ้า = พลังงาน / ประจุไฟฟ้า 1V=1J/1C
ถ้าประจุไฟฟ้า 1 คูลอมบ์ เคลื่อนที่ผ่านจุดที่ต่างกัน 1 โวลต์ มันจะได้รับพลังงาน 1 จูล นั้นเอง
เพราะฉะนั้นโวลต์คือ “ระดับพลังงาน” ของไฟฟ้า
ขอบคุณ ZimZim DIY