พระปรางค์วัดอรุณ แลนด์มาร์กสำคัญของไทย เกือบถล่มลงแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ตอนสร้าง หลายคนเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของพระปรางค์องค์นี้ แต่อาจยังไม่รู้ว่า เบื้องหลังการก่อสร้างนั้นคือ "มหากาพย์วิศวกรรม" ที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ และซ่อนความลับใต้ผืนดินที่ชวนทึ่ง
ย้อนกลับไปในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 (ราว พ.ศ. 2367) ได้มีแนวคิดที่จะขยายพระปรางค์องค์ดั้งเดิมที่มีขนาดเพียง 16 เมตร ให้กลายเป็นพระมหาธาตุที่ยิ่งใหญ่และสูงเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวงใหม่
แต่เมื่อเริ่มก่อสร้าง ในช่วง พ.ศ. 2385 ความท้าทายทางธรรมชาติครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำ ดินในบริเวณนั้นจึงเป็นดินเลนอ่อน และมีความชื้นสูงมาก หากสร้างสถาปัตยกรรมที่หนักหลายหมื่นตันลงไปตรง ๆ โครงสร้างทั้งหมดจะต้องทรุดและพังทลายลงแม่น้ำแน่นอน
ฐานราก "แพไม้ซุงแช่น้ำ" ช่างโบราณใช้วิธีขุดหลุมลึก เพื่ออัดทรายและศิลาแลงให้หนาแน่น จากนั้นวางโครงข่าย "ท่อนซุงไม้ยางขนาดใหญ่" ไขว้ขัดกันหลายชั้นเป็นแพ ซึ่งความลับทางวิทยาศาสตร์คือ ไม้ยางที่อัดแน่นอยู่ในดินเลนและแช่น้ำตลอดเวลา จะไม่มีออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยา ทำให้ไม้ไม่ผุพัง ดินเหลวรอบ ๆ จึงช่วยรักษาสภาพไม้และช่วยกระจายน้ำหนักมหาศาลไม่ให้ทรุดลงมาตลอดเวลากว่า 200 ปี
แกนใน "อิฐกลวง" จากบันทึกการขุดสำรวจบูรณะของกรมศิลปากร ตรวจพบว่าโครงสร้างภายในไม่ได้ก่ออิฐทึบทั้งหมด แต่ทำเป็นแกนกลวงและมีการประสานด้วยโครงไม้รั้งอยู่ด้านใน เพื่อลดน้ำหนักรวมขององค์พระปรางค์ ไม่ให้กดทับฐานรากมากเกินไป และช่วยกระจายแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ยามที่ต้องปะทะลมพายุริมแม่น้ำ
กระทั่งการก่อสร้างดำเนินมาเสร็จสมบูรณ์ และมีการปฏิสังขรณ์เปลือกนอกทั้งหมด โดยการนำเศษกระเบื้องเคลือบและถ้วยชามเบญจรงค์โบราณนับล้านชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอับเฉาถ่วงท้องเรือสินค้าจากต่างประเทศที่ชำรุด นำมารีไซเคิล มาตัดและเจียรประดับทีละชิ้น จนกลายเป็นงานศิลปะระดับโลกที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าอย่างงดงาม
ต่อไปนี้ การมองพระปรางค์วัดอรุณครั้งต่อไป เราจะไม่ได้เห็นแค่ความงามภายนอก แต่จะเห็นถึงอัจฉริยภาพทางวิศวกรรมของคนโบราณ ที่ฝากฝีมือเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ทึ่ง
ขอบคุณ Facebook Noppb Panaphan