บทความสุขภาพ

  • ค้นหาทุกโรคร้าย ที่นี่มีคำตอบ คลิ๊กที่นี

  • ให้ข้อมูลโรค ยา โรงพาบาล เรียงตามลำดับอักษร

เกี่ยวกับชายอายุมาก (เกิน 75 ปี)

ถามความเห็นของหมอสันต์ ผมแนะนำในฐานะแพทย์ประจำครอบครัวว่า

1. เกิดเป็นผู้ชายหากอายุมาก (เกิน 75 ปี) และอยู่สุขสบายดี ไม่ต้องไปตรวจ PSA

2. หากเผลอตรวจ PSA ไปแล้วพบว่าได้ค่าสูงแต่อยู่สุขสบายดียังฉี่ออกและอั้นฉี่ได้ ก็ไม่ต้องไปตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก

3. หากเผลอไปตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากไปและยืนยันว่าเป็นมะเร็งแล้ว โดยที่ยังอยู่สบายดีฉี่ออกอยู่ก็ไม่ควรไปตรวจการแพร่กระจาย (bone scan, MRI)

4. หากเผลอไปตรวจการแพร่กระจายแล้วไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ไม่ต้องเดินหน้ารักษามะเร็งด้วยผ่าตัดฉายแสงหรือฮอร์โมนบำบัดหรือเคมีบำบัด

คำแนะนำข้อ 1 และ 2 นั้นเป็นไปตามคำแนะนำล่าสุดของคณะกรรมการป้องกันโรคของรัฐบาลสหรัฐฯ (USPSTF) ว่าเกิดเป็นชายที่อยู่มาได้ถึงอายุ 75 ปีแล้ว อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนโดยการเที่ยวตรวจ PSA เพราะผลที่ได้ออกมาจะนำไปสู่การตรวจและการรักษาที่ไม่จำเป็นต่างๆนาๆ โดยที่เมื่อเทียบกับคนที่อยู่นิ่งๆอยู่เปล่าๆโดยไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนแล้ว อัตราตายจากมะเร็งต่อมลูกหมากโหลงโจ้งแล้วก็ไม่แตกต่างกัน

ส่วนคำแนะนำข้อที่ 3 และ 4 นั้นเป็นผลจากการใช้ดุลพินิจเทียบประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในคนแก่อายุ 84 ปี กล่าวคือในการจะรักษาด้วยวิธีการรุนแรงรุกล้ำทั้งหลาย วงการแพทย์มุ่งประโยชน์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในสองอย่างคือ

(1) ความยืนยาวของชีวิต

(2) คุณภาพชีวิต

หากทำไปแล้วไม่ได้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ การรักษานั้นเรียกว่าเป็นการรักษาไร้ประโยชน์ (futile treatment) ซึ่งตามหลักจริยธรรมวิชาชีพแพทย์ แพทย์ไม่พึงให้การรักษาที่ไร้ประโยชน์แก่คนไข้

ข้อมูลการแพทย์ปัจจุบันพิสูจน์ไม่ได้ว่าการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากที่แพทย์ทำไปสาระพัดนั้นจะยืดอายุคนป่วยให้ยืนยาวออกไปได้จริงหรือเปล่า แปลไทยให้เป็นจีนก็คือรักษาไม่รักษาก็แปะเอี้ย คือตายในเวลาเท่าๆกัน เพราะทุกวันนี้วงการแพทย์ยังไม่ทราบเลยว่าโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนี้ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ (natural course) มันจะเป็นอย่างไร ถ้ายังไม่รู้เลยว่าปล่อยโรคไว้จะเป็นอย่างไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าการเข้าไปรักษาผ่าตัดคีโมฉายแสงจะดีกว่าโรคปล่อยไว้ จริงแมะ ดังนั้นมะเร็งต่อมลูกหมากนี้จะใช้หลักคิดแบบมะเร็งที่อื่นที่ว่าตรวจวินิจฉัยได้เร็ว รักษาได้เร็ว อัตราการหายสูงนั้น ใช้ไม่ได้ งานวิจัยเรื่องนี้ที่ดีที่สุดชื่อ PIVOT study ซึ่งเอาคนเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรกมา 695 คน จับฉลากแบ่งเป็นสองพวก พวกแรกผ่าตัดรักษาไปตามสูตร พวกที่สองทิ้งไว้ไม่ทำอะไรเลย แล้วตามดูไป 10 ปี พบว่าพวกที่ทำผ่าตัดเกิดมะเร็งขยายตัวและแพร่กระจายน้อยกว่าพวกไม่ทำอย่างมีนัยสำคัญ แต่อัตราการรอดชีวิต (length of life) ของทั้งสองพวก ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของการรักษา กลับพบว่าไม่ต่างกันเลย

ส่วนเรื่องประโยชน์ในด้านคุณภาพชีวิตนั้น คุณพ่อของคุณตอนนี้ฉี่ได้อั้นได้นี่เรียกว่ามีคุณภาพชีวิตที่สุดยอดแล้ว การรักษามีแต่จะทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีๆอยู่นี้แย่ลง ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาล ยังไม่นับว่าจะโดนพิษของรังสีและของยาอีก เมื่อความยืนยาวของชีวิตก็ไม่ได้ คุณภาพชีวิตก็มีแต่จะขาดทุน แล้วจะรักษาไปทำพรือละครับ

คำแนะนำของผมอาจไม่เหมือนกับของหมอคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา คำแนะนำของผมเกิดจากการชั่งน้ำหนักหลักฐานวิทยาศาสตร์จากมุมมองแบบองค์รวมของแพทย์ประจำครอบครัว ย่อมแตกต่างจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาที่มองมาจากมุมของการมุ่งรักษาโรคนั้นให้สุดๆกันไปเลยรู้ดีรู้ชั่วกันไปข้างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง การแพทย์แผนปัจจุบันนี้มันมีสองด้าน ด้านสว่างก็คือการมุ่งเอาวิทยาศาสตร์มาช่วยรักษาคนเจ็บไข้ให้หาย อีกด้านหนึ่งซึ่งผมขอเรียกว่าเป็นด้านมืดของการแพทย์แผนปัจจุบันก็คือการที่ธุรกรรมทั้งหมดมีธรรมชาติเป็นการเสนอขายสินค้า ผมหมายถึงว่าทั้งการวินิจฉัยก็ดี การตรวจก็ดี และการรักษาก็ดี คือสินค้า โดยที่บริษัทยา บริษัทเครื่องมือ โรงพยาบาล ซึ่งเราเรียกรวมๆว่า medical industry เป็นผู้ขาย คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากด้านสว่าง แต่หลีกเลี่ยงการพลัดหลงเข้าไปสู่ด้านมืด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

การวางแผนยามชรา

ผู้สูงวัยคุยกับคุณหมอสันต์ เรื่อง การวางแผนยามชรา

คำถาม

เรียนปรึกษาคุณหมอเรื่องในอนาคตค่ะ

ปัจจุบันดิฉันอายุ 46 ค่ะ ไม่ได้แต่งงาน เคยทำงานประจำค่ะ ตอนนี้ออกจากงานประจำมาแล้วค่ะ ขายกาแฟ รายได้ 7,000-10,000บาทต่อเดือน กำลังตัดสินใจวางแผนยามชราค่ะ และมีความเชื่อศรัทธาในตัวคุณหมอ เพื่อมีส่วนช่วยชี้แนะการวางแผนในอนาคต จึงใคร่เรียนถามขอคำชี้แนะ ดังนี้ค่ะ

1. ดิฉันเลือกไม่ถูกค่ะ ว่าจะต่อสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา 39 ดี เพื่อเอาสิทธิ์รักษาพยาบาลต่อไป หรือ ไปใช้สิทธิ์บัตรทอง แต่ได้เงินบำนาญจากประกันสังคมเดือนละ 3,000 บาทต่อเดือน ตอนอายุ 60 ปีถึงตาย

2. จริงๆดิฉันมีน้องชายแท้ๆ 1 คน น้องชายลูกอาที่เลี้ยงมาอีก 1 คน มีหลานสาวตัวน้อย 2 คนค่ะ...แต่..ใจของดิฉันรับรู้อะไรบางอย่าง ทำให้ทราบสัจธรรมของชีวิต ว่า ไม่ควรฝากผีฝากไข้กับใคร ไม่ควรทำตัวเป็นภาระใครยามชรา .. นี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หวังพึ่งคำแนะนำจากคุณหมอค่ะ

3. ยามชราดิฉันควรไปอยู่บ้านพักคนชราไหมค่ะคุณหมอ จากนี้ไปดิฉันควรคิดและปฏิบัติตนอย่างไรดีค่ะ

คาดหวังเพียงยามชราไม่ลำบาก และมีความสุขค่ะคุณหมอ

ตอบครับ

1. ถามว่าแก่แล้วจะหยุดต่อบัตรประกันสังคมเพื่อเอาสิทธิบำนาญเดือนละ 3,000 บาท แล้วไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรทองดีไหม ตอบว่าดีครับ..ถ้าทั้งสองระบบนั้นไม่ล่มไปเสียก่อน

ในคำตอบนี้ผมแยกเป็นสี่ประเด็นนะ

ประเด็นที่ 1. อะไรคือส่วนที่ดีที่สุดของบัตรประกันสังคม ตอบว่าบำนาญนั่นแหละครับ เป็นส่วนที่ดีที่สุดของบัตรประกันสังคม เพราะในบรรดาเงินประกันสังคมที่เก็บไปทั้งหมด ราว 90% จะไปเป็นกองทุนชราภาพ ก็คือบำนาญนั่นแหละ ดังนั้นหากคุณมีสิทธิประกันสังคม เรื่องอะไรจะทิ้งส่วนที่ดีที่สุดและเป็น 90% ของระบบนี้ไปรับแค่สิทธิรักษาพยาบาลซึ่งเป็นแค่ 10% ของระบบละครับ ว่าที่จริงแล้วการมีมาตรา 39 คือเปิดให้ผู้ชราต่อสิทธิได้ด้วยการเป็นผู้ประกันตนเองนั้น เป็นลูกเล่นที่จะชลอการจ่ายบำนาญนั่นเอง ถ้าสมาชิกขยันต่อบัตรกันมาก ก็จะได้ตายไปทั้งๆที่ยังเป็นสมาชิกซึ่งต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือนอยู่ซึ่งเป็นการอยู่ในฐานะเป็นผู้เลี้ยงระบบ แทนที่จะเป็นผู้ร้บบำนาญซึ่งเป็นการอยู่ในฐานะผู้เป็นภาระต่อระบบ

ประเด็นที่ 2. การย้ายไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรทอง กับการใช้สิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคม อะไรดีกว่ากัน ตอบว่าบัตรทองดีกว่าในแง่ของระบบเครือข่ายการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมกว่า คือเริ่มตั้งแต่พยาบาลเยี่ยมบ้านใกล้บ้านใกล้ใจหรือรพ.สต.ขึ้นไปจนถึงรพ.ศูนย์ที่มีขีดความสามารถรักษาโรคลึกได้ครบถ้วน ส่วนประกันสังคมนั้นดีกว่าในแง่สามารถเลือกรพ.เอกชนเป็นรพ.คู่สัญญาได้ (หากมองว่ารพ.เอกชนสวยงามและสะดวกสบายกว่าของรพ.ของรัฐ) ส่วนคุณภาพการรักษาโดยเนื้อในนั้นไม่ต่างกัน โหลงโจ้งผมมีความเห็นว่าดีพอๆกันครับ แล้วแต่คนชอบ

ประเด็นที่ 3. ทั้งสองระบบมั่นคงไหม ตอบว่าโลกนี้ไม่มีอะไรมั่นคง ให้คุณอยู่กับปัจจุบันและยอมรับความไม่แน่นอนของอนาคต สมัยผมเป็นหมออยู่นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมที่จัดว่าเป็นสวรรค์ของประชาชนระดับรากหญ้าโดยเฉพาะคนแก่ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ประมาณปีค.ศ. 1989 ถ้าจำไม่ผิด รัฐบาลก็ประกาศเลิกระบบบำนาญประชาชนเสียดื้อๆ แบบตูม..ม ช็อคซีเนมา ผู้คนร้องแรกแหกกระเฌอกันราวกับว่าโลกจะแตก เวลาออกตรวจคนไข้ผมต้องเสียเวลาไปกับการฟังคนแก่บ่นเรื่องการเลิกบำนาญ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรไป ทุกคนก็ยอมรับกันได้ ที่เล่าให้ฟังนี้เพื่อให้เข้าใจว่าขนาดประเทศที่เป็นสังคมนิยมมาแต่อ้อนแต่ออดยังเลิกสวัสดิการสังคมได้ ก็ในเมื่อเงินมันไม่มีจะไม่เลิกได้ไงละครับ

ประเด็นที่ 4. ในระหว่างสองระบบ ระบบบัตรทองกับประกันสังคม อย่างไหนมั่นคงกว่ากัน ตอบว่าระบบบัตรทองมั่นคงกว่า เพราะผมทำนายว่าหากไม่มีการเปลี่ยนกฎกติกา ระบบประกันสังคมไปได้อย่างเก่งก็อีกไม่เกินสามสิบปี เพราะตามข้อมูลเท่าที่เปิดเผยออกมา เราเริ่มจ่ายบำนาญในปี พ.ศ. 2557 ปีแรกก็มีคนรับบำนาญราว 1.3 แสนคน จ่ายเงินไป 4,700 ล้านบาท คำนวณแบบง่ายๆพอไปถึงปี 2587 เงินออก (20% ของค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย) ก็จะเริ่มมากกว่าเงินเข้า (ฝ่ายละ 3%ของค่าจ้าง) แปลไทยให้เป็นจีนว่า "บ้อจี๊" และถ้าคุณแอบเงี่ยหูฟังเวลารมต.หรือผู้รับผิดชอบให้สัมภาษณ์ กี่คนต่อกี่คน พูดกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็จะพูดเหมือนกันหมดตรงที่มีความกังวลว่าเบี้ยจะไม่พอจ่าย

ส่วนระบบบัตรทองนั้นก็ใช่ว่าจะมีเงิน ว่าไปแล้วก็ยากจนกว่าระบบประกันสังคมเสียอีก แต่ผมทำนายว่าจะมั่นคงกว่าเพราะมันเป็นระบบถูลู่ถูกัง เนื่องจากเมืองไทยนี้เป็นประเทศของนักร้อง ระบบการเมืองของเราไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลเลือกตั้งล้วนต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชนซึ่งเป็นนักร้อง ไม่มีใครกล้าแตะระบบบัตรทองเพราะกลัวนักร้อง ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล คืออย่างน้อยก็สามรัฐบาลที่ผ่านมา ผมเขียนจดหมายถึงผู้มีอำนาจให้ออกกฎหมายจัดเก็บเงินเบี้ยสุขภาพเอาจากคนรวยและหันมาใช้เงินไปกับการส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้นเพื่อให้ระบบอยู่ได้ แต่ทุกรัฐบาลก็..เงียบ เพราะเขากลัวนักร้อง จึงคงต้องทนถูลู่ถูกังกันไปอย่างนี้อย่างมั่นคงชั่วกัลปาวสาน เรียกว่าเป็นความมั่นคงแบบไทยๆ

2. ถามว่าความจริงก็พอมีหลานพอให้พึ่งได้แต่มีความคิดว่าไม่ควรไปฝากผีฝากไข้กับใคร คิดอย่างนี้ถูกต้องไหม ตอบว่าถูกต้องแล้วครับ เพราะคนรุ่นหลังตัวเขายังเอาตัวเขาเองไม่รอดเลย แล้วคุณจะไปหวังพึ่งเขาได้อย่างไร

3. ถามว่ายามชราควรไปอยู่บ้านพักคนชราดีไหม ตอบว่าไม่ดีหรอกครับ เพราะในยุโรปและอเมริกาตอนนี้เตียงรับดูแลผู้สูงอายุล้วนว่างลงเพราะไม่มีคนเข้า คนแก่ทุกวันนี้หนีสถาบันดูแล เพราะคุณภาพชีวิตของการอยู่ในสถาบันดูแลผู้สูงอายุ สู้คุณภาพชีวิตของการใช้ชีวิตในชุมชนไม่ได้ ดังนั้นหากคุณมีที่อยู่อาศัยของตนเองอยู่ในชุมชนอยู่แล้วผมแนะนำให้คุณอยู่ในชุมชนนั่นแหละ บ้านมันใหญ่เกินกำลังตัวเองคุณก็ขายไปซื้อที่มันเล็กลงพออยู่ได้ อย่าไปห่วงว่าเวลาตายจะไม่มีใครมาดูใจ โถ จะตายอยู่แล้วยังห่วงนั่นห่วงนี่อีกหรือ โครงสร้างของชุมชนในประเทศเราเป็นระบบสนับสนุนคนแก่โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และระบบบัตรทองเองก็ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลที่บ้านเลยทีเดียว มีการลงทะเบียนคนแก่ในเขต รพ.สต.ใกล้บ้าน มีทีมงานเยี่ยมบ้านคนแก่เป็นระยะๆ ถ้าเป็นแผลนอนกดทับก็มีทีมทำแผลระดับมืออาชีพเอาเครื่องมือมาทำแผลให้ถึงบ้าน โดยที่คุณก็ยังได้อยู่บ้านของตัวเองที่ตัวเองรักและคุ้นเคย นี่เป็นระบบดูแลสุขภาพในวัยชราที่ดีที่สุดแล้ว

เมื่อเดือนก่อนผมขับรถขี้นเหนือ ได้มีโอกาสไปเที่ยวชมบ้านพักคนชราของกรมประชาสงเคราะห์กับอบจ.เชียงใหม่ซึ่งสร้างไว้ที่ อ. แม่แตง สถานที่แห่งนั้นแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นคล้ายโรงพยาบาลผู้สูงอายุซึ่งรับเอาผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เข้ามาอยู่ที่นั่น ส่วนนี้เรียกว่าเป็น nursing home นั่นเอง ส่วนนี้ไม่มีอะไรที่ผมจะพูดถึงเป็นพิเศษ เพราะก็เหมือนกับรพ.ผู้สูงอายุทั่วไป

อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่า "บ้านคุณนาย" คือเป็นโซนบ้านพักในรูปแบบที่เรียกกันในภาษาฝรั่งว่า "independent living" ผู้อยู่อาศัยต้องออกเงินสร้าง เมื่อตัวเองตายแล้วก็ตกเป็นของรัฐเพื่อให้คนอื่นเข้ามาอยู่ต่อ โลเคชั่นที่ตั้งของสถานที่ดีมากไม่มีที่ติ อากาศเย็นสบาย อยู่ในป่าไม้ ชุ่มฉ่ำ ใกล้ชิดธรรมชาติ บ้านแต่ละหลังก็สร้างอย่างถาวร อยู่ใกล้กันพอดีๆไม่แน่นไม่ห่าง ถนนหนทางภายใน น้ำไฟ รัฐบาลลงทุนให้อย่างดีหมด แต่.. ชุมชนมันไม่มีชีวิต นึกภาพถ้าผมเป็นคนแก่ จะให้ผมมาอยู่ในที่แบบนี้ ผมไม่เอานะ ผมขอไปอยู่ในสลัมที่ผัวเมียทะเลาะกันส่งเสียงเอะอะมีเด็กวิ่งเล่นเกะกะเจี้ยวจ๊าวดีกว่า เพราะแม้ผมจะแก่ แต่ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ ผมจึงต้องการอยู่ในชุมชนที่มีชีวิต ผมไม่ต้องการอยู่ในชุมชนที่ไม่มีชีวิต

4. ถามว่าในวัยชราควรดูแลตัวเองอย่างไร ตอบว่าให้คุณพึ่งตัวเองแบบวันต่อวัน เปลี่ยนไปใช้ชีวิตในลักษณะที่พึ่งตัวเองได้ 100% เสียตั้งแต่วันนี้ กินอาหารที่มีพืชเป็นหลักและไขมันต่ำ ออกกำลังกายทุกวัน จัดการความเครียดโดยหัดวางความคิดลบๆทิ้งไปเสีย นอนหลับให้ได้ดีโดยไม่ใช้ยา ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ตากแดด ขุดดิน ฟันหญ้า ปลูกต้นไม้ ใส่ใจที่จะฝึกฝนทำกิจวัตรสำคัญ (IADL) เจ็ดอย่าง และกิจวัตรจำเป็น (ADL) ห้าอย่าง ให้ได้ด้วยตัวเองให้ได้นานจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

กิจวัตรสำคัญเจ็ดอย่าง (IADL) ได้แก่

(1) อยู่คนเดียวได้ หมายความว่าทนเหงาได้

(2) ขนส่งตัวเอง เช่นเดิน หรือไปขึ้นรถ ได้

(3) ทำอาหารกินเองได้

(4) ช้อปปิ้งเองได้

(5) ปัดกวาดเช็ดถูที่อยู่ตัวเองได้

(6) บริหารยาตัวเองได้

(7) บริหารเงินของตัวเองได้

ส่วนกิจวัตรจำเป็นห้าอย่าง (ADL) ได้แก่

(1) อาบน้ำแปรงฟันได้เอง

(2) แต่งตัวสวมเสื้อผ้าได้เอง

(3) กินเองได้

(4) อึฉี่เองได้

(5) เดินเหินได้เอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

Work ไร้ balance

เคยทำงานจนรู้สึกว่าไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไม่มีเวลาไปใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือไม่

อยากได้ = ตันหา

ชอบทำ = ฉันทะ

ความเพียร กล้า = วิริยะ

วิสัยทัศน์ = ปัญญา

หวังผลดลบันดาล

หวังลาภลอยคอยโชค

สิงค์โปรพบ 19 คน ติดเชื้อโควิดสายพันธ์อินเดีย (B.1.617) โดยทั้ง 19 คน ได้รับการฉีดวัคซีนชนิด m-RNA ของไฟเซอร์และของโมเดอร์นา ครบถ้วนสองโด้สแล้ว ก่อนหน้าการติดเชื้อครั้งนี้

อนาคตจากนี้ไป วงการแพทย์ก็ต้องดิ้นรนสอบสวนควบคุมโรครอบใหม่ๆกันต่อไป เหมือนอย่างที่สิงคโปร์กลับไปล็อคดาวน์ประเทศอีกครั้ง ขณะเดียวกันวงการยาก็ต้องตั้งหน้าผลิตวัคซีนตัวใหม่ๆกันต่อไป ผมตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่าแล้วประชาชนคนธรรมดาละ มีอะไรที่เขาจะช่วยตัวเองได้บ้าง นอกเหนือไปจากสูตรสำเร็จสี่ประการที่สอนกันมาจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้ว คือ สวมหน้ากาก, อยู่ห่าง, ล้างมือ, ฉีดวัคซีน นอกจากนี้แล้วมีอะไรที่ประชาชนตาดำๆจะทำเพื่อปกป้องตัวเองได้อีกไหม

คำตอบก็คือ มีสิ คือการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคของตัวเองไง personal immunity improvement ใช่แล้ว นี่จะเป็นทางไปทางเดียวที่เหลืออยู่อย่างแท้จริงของเผ่าพันธ์มนุษย์ขณะที่การผลิตวัคซีนไล่ตามหลังไวรัสสายพันธ์ใหม่ยังตามกันไม่จบ ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องตามกันไปกี่ปี สองปี ห้าปี สิบปี ผมไม่อาจรู้ได้ รู้แต่ว่าสงครามระหว่างคนกับไวรัส หากไม่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคของคนให้กลับมาทำงานได้เต็มกำลังตามที่ธรรมชาติให้มา ยังไงไวรัสก็จะชนะ เพราะไวรัสหากินโดยการตัดแต่งพันธุกรรมของคนและสัตว์เพื่อให้เซลของคนและสัตว์ปั๊มลูกของไวรัสออกมาให้มันขณะเดียวกันลูกหลานของมันก็กลายพันธ์เรื่อยไปจนวัคซีนตามไม่ทัน เมื่อสัตว์ป่าสูญพันธ์ไปหมดแล้วไวรัสก็ยังมีมนุษย์ซึ่งมีมากจนเกือบจะล้นโลกและส่วนใหญ่มีระบบภูมิคุ้มกันโรคที่อ่อนแอไว้ให้มันเป็นที่อยู่อาศัยและแพร่ลูกหลาน แล้วไวรัสจะแพ้คนได้อย่างไร

การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันส่วนตัวเป็นสิ่งที่ทุกคนทำเองได้ด้วยหลักการง่ายๆดังนี้

1. ถ้าจะเอาตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็ต้อง

1.1 ออกกำลังกายทุกวัน

1.2 กินอาหารที่มีพืชเป็นหลักที่หลากหลายในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติ

1.3 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

1.4 จัดการความเครียดให้จิตใจผ่อนคลายปลอดความเครียด

1.5 การเสริมวิตามินและเกลือแร่ที่มีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน เช่นวิตามินดี. วิตามินซี. และแร่ธาตุเช่นสังกะสี ในเรื่องนี้หากจะให้ง่ายก็คือออกแดดทุกวันร่วมกับกินวิตามินแร่ธาตุรวมสักวันละเม็ดก็โอเคแล้ว

2. ถ้าจะเอาตามไสยศาสตร์ หิ หิ ความจริงเป็นหลักของโยคีอินเดียเพราะหมอสันต์มีครูเป็นโยคีอินเดียด้วย จึงทำตามที่โยคีสอน คือ

2.1 การสัมผัสดินสัมผัสหญ้าด้วยมือเปล่าเท้าเปล่า

2.2 การสัมผัสแดดสัมผัสลม

2.3 การสัมผัสน้ำหรือแช่น้ำ

2.4 การสัมผัสไฟ

2.5 การไม่กินเนื้อสัตว์

2.6 การกินพืชสมุนไพรบางชนิดเช่น ขมิ้นชัน สะเดา เป็นต้น

2.7 การพาตัวเองออกจากที่แออัด ไปอยู่ในธรรมชาติ ต้นไม้ ป่าเขา ลำเนาไพร

2.8 การปฏิบัติตนให้หมดความคิดเพื่อเข้าถึงความว่างข้างใน เช่น โยคะ รำมวยจีน สมาธิ

อย่าหาเรื่องไปตรวจภูมิคุ้มกันโควิดเล่น

อย่าหาเรื่องไปตรวจภูมิคุ้มกันโควิดเล่น มันจะพาชีวิตไปสู่ความยุ่งยากโดยไม่จำเป็น


เรียน คุณหมอสันต์


หนูฉีดวัคซีนโควิดครบแล้ว ฉีดแบบซิก้า คือเข็มแรก ซิโนแวค เข็มสอง แอสตร้า หลังจากนั้นสามเดือนหนูไปซื้อแพคเก็จตรวจภูมิคุ้มกันโควิดที่โรงพยาบาล …………… ราคา 1200 บาท พบว่าไม่มีภูมิ


หนูควรจะฉีดวัคซีนเข็มที่สามแบบบุคลากรทางการแพทย์ไหม และควรจะฉีดเมื่อใดคะ


ตอบครับ


ก่อนที่จะตอบคำถาม ขอพูดเหมาโหลสำหรับแฟนบล็อกหมอสันต์ทุกท่านว่า


“อย่า” หาเรื่องไปตรวจภูมิคุ้มกันโรคโควิด (antibody for spike protein ในรูปของ IgG และหรือ IgM) หลังการฉีดวัคซีน


ไม่ว่าจะหลังการฉีดเข็มแรกหรือเข็มสองหรือเข็มสาม ไม่ว่าจะหลังฉีดวัคซีนอะไร และไม่ว่าจะหลังการฉีดแล้วกี่วัน


เพราะ

ประการที่ 1.

การตรวจภูมิคุ้มกันโรคโควิดหลังการฉีดวัคซีน ไม่ใช่มาตรฐานการรักษาโรคโควิดของวงการแพทย์ทั่วโลกในปัจจุบัน


เพราะวงการแพทย์ยังไม่รู้ว่าการตรวจพบหรือไม่พบแอนติบอดี้ระดับเท่าได มีความสัมพันธ์กับอัตราการติดเชื้อและอัตราตายหลังการติดเชื้อแค่ไหน


จึงเป็นการตรวจที่ใช้เฉพาะในงานวิจัยเท่านั้น ส่วนในการรักษาโรคข้อมูลที่ตรวจมาได้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เอาไปตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย


อย่าหลงคารมผู้เสนอขายสินค้าซึ่งปรารถนาแค่จะขายลูกเดียว


ประการที่ 2.

น้ำยามาตรฐาน (reference agent) ที่จะใช้ในการตรวจภูมิคุ้มกันโควิดในโลกนี้ยังไม่มี


WHO ยังไม่เคยออกมาตรฐานน้ำยาตรวจภูมิคุ้มกันโควิด หน่วยมาตรฐานที่จะวัดภูมิคุ้มกันที่ยอมรับกันทั่วไปก็ยังไม่มี


ถ้าคุณอ่านใบรายงานผลจะรายงานหน่วยนับเป็น AU ซึ่งย่อมาจาก Arbitrary Unit ฟังดูหรูเชียว แต่มันแปลว่า “หน่วยมั่ว” คือของใครของมัน มั่วกันขึ้นมาเอง


บางแห่งก็รายงานผลเป็นเปอร์เซ็นต์ บางแห่งรายงานผลเป็นสัดส่วนความเจือจางของตัวทำละลายที่ยังตรวจพบภูมิได้ เช่น 1 ต่อ 20, 1 ต่อ 40, 1 ต่อ 80 เป็นต้น


บางแห่งใช้วิธีตรวจด้วยการดูโหงวเฮ้ง เรียกว่าแบบ rapid test โดยหยดเลือดแหมะลงบนกระดาษตรวจแล้วดูสีเอาแล้วอ่านเอาจากสีว่ามีภูมิหรือไม่มี


ทั้งหมดนี้ผลตรวจแปลความหมายอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น


ตรวจพบหรือไม่พบก็เชื่อถือไม่ได้


ตรวจพบระดับเท่านั้นเท่านี้จะติดโรคน้อยลงหรือตายน้อยลงแค่ไหนก็แปลผลไม่ได้


ต้องฉีดวัคซีนซ้ำหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วจะตรวจไปทำพรื้อละครับ


ประการที่ 3.

ผมขอใช้เวลาอธิบายหลักวิธีสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนของร่างกายสักหน่อยนะ


มันสำคัญที่ท่านต้องเข้าใจหลักพื้นฐานก่อนเที่ยวไปตรวจนั่นตรวจนี้ คือ


การฉีดวัคซีนนี้เป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันในส่วนที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันแบบเจาะจง (adaptive immunity) ระบบนี้ทำงานเป็นสามส่วนใหญ่ๆคือ


(1) ระบบจดจำหน้าตาเชื้อโรค (memory cell)

(2) ระบบสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อเจาะจงทำลายเชื้อโรค (Cell Mediated Immune Response – CMIR)

(3) ระบบสร้างโมเลกุลภูมิคุ้มไปทำลายเชื้อโรค (Humoral Immune Response – HIR)


ทั้งสามระบบย่อยนี้ ทำงานประสานกันทันทีจนเชื้อโรคหมด พอเชื้อโรคหมดแล้วส่วนการสร้างเม็ดเลือดขาวและการสร้างภูมิคุ้มกันจะหยุดทำงาน แต่ส่วนระบบจดจำจะทำงานต่อเนื่องไม่มีหยุด


ถ้าเราเจาะเลือดตรวจดูภูมิคุ้มกันในจังหวะนี้จะพบว่ามีภูมิต่ำหรือไม่มีภูมิเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนที่ฉีดไปนั้นจะไม่คุ้มกันการติดเชื้อหรือจะไม่ลดการตาย


เพราะพอเราไปติดเชื้อจริงเข้าตูม…ม ระบบจดจำก็จะแจ้งผลิตทั้งเม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกันขึ้นมาทันที แบบว่าสะเป๊คมีอยู่แล้ว ผลิตได้ทันทีตามต้องการ นี่เป็นหลักพื้นฐานในการทำงานของวัคซีนที่วงการแพทย์ทราบดี


งานวิจัยหลักฐานทำนองนี้มีชัดมาก ชัดที่สุดในกรณีวัคซีนโรคตับอักเสบไวรัสบี. หลังฉีดวัคซีนครบ 3 เข็มแล้ว ตรวจพบว่าไม่มีภูมิ แต่พอไปสัมผัสเชื้อจริงก็เกิดภูมิคุ้มกันสูงขึ้นพรวดทันที่และพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้


ยกตัวอย่างในเรื่องโควิดนี้ก็ได้


พอเราฉีดวัคซีนซิโนแวคไปสองเข็มแล้วงานวิจัยตรวจภูมิพบว่า ไม่มีภูมิหรือมีภูมิต่ำ แต่พอฉีดซิโนแวคเข็มที่สามก็พบว่ามีภูมิสูงขึ้นพรวดพราด (สูงมากกว่าฉีดเข็มที่สามด้วยวัคซีนไฟเซอร์เสียอีก)


ประเด็นที่ผมจะชี้ไม่ใช้ประเด็นวัคซีนเทพวัคซีนมารใครดีกว่ากัน


แต่ผมจะชี้ให้เข้าใจกลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันหลังได้วัคซีนว่า เมื่อจำเชื้อโรคได้แล้ว และทำลายเชื้อโรคหมดแล้ว ภูมิก็จะตก นี่เป็นปกติธรรมดา


โดยที่วงการแพทย์ยังไม่รู้ก็คือยังไม่รู้ว่า วัคซีนโควิด19 ตัวไหนใช้เวลากี่วันภูมิจึงจะตก การไปตรวจแบบสุ่มๆแล้วพบว่าภูมิตกแล้วร้องกระต๊าก..กระต๊าก.. นี่ไม่ใช่เป็นปกติธรรมดา แต่เป็นความบ้องตื้น หรือมองในแง่ไม่ดีก็เป็นการแกล้งบ้องตื้นเพื่อขายสินค้า


ซึ่งหากมีเพื่อนแพทย์ทำอย่างหลังนี้เสียเองผมก็ได้แต่เสียใจ


กล่าวโดยสรุป การตรวจภูมิคุ้มกันโควิด19 ควรเป็นเรื่องของการทำวิจัยเท่านั้น ประชาชนทั่วไปไม่ควรไปยุ่งด้วยเพราะจะเอาผลมาเปลี่ยนแผนจัดการโรคของตัวเองไม่ได้


หากคิดว่า จะตรวจเพื่อความสบายใจแต่บางกรณีอย่างเช่นของคุณนี้ผลตรวจออกมาแล้วกลับกลายเป็นไม่สบายใจยิ่งขึ้น คือเสียมากกว่าได้


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

August 16, 2021

สุขภาพจิตของคน 4 วัย

ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่น่าฉงนว่ามนุษย์เรากลับมีความสุขน้อยลง มีปัญหาในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้น เหตุการณ์ร้าย เกิดขึ้นในสังคมไม่เว้นแต่ละวัน อีกทั้งเต็มไปด้วยการแข่งขัน ชิงดี เพื่อให้เทียมหน้าเทียมตากัน นำไปสู่ความแตกแยก แบ่งฝ่ายกัน เหล่านี้ล้วนมีต้นตอจาก กิเลส ความโลภ และอำนาจแห่งคน

ครอบครัว จึงเป็นสถาบันแรกที่ต้องหล่อหลอมและพัฒนาคน ให้เป็นบุคคลอันพึงประสงค์ของสังคม ควบคู่กับการมีสุขภาพจิตที่ดี สัญญาณเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตของคนในแต่ละช่วงวัย เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ไว้ ว่าควรจะได้ป้องกันการมีสุขภาพจิตที่ไม่ดีกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

สภาพจิตของเด็ก

เด็กแต่ละคน มีพื้นอารมณ์ที่ติดตัวมาแตกต่างกัน เด็กวัยนี้จะโกรธง่ายเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และจะแสดงออกด้วยการร้องไห้ ก้าวร้าว อาละวาด ดิ้นกับพื้น ส่งเสียงดัง ทุบตีสิ่งของต่างๆ เด็กจะรักบุคคลที่สามารถตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการ โดยแสดงอารมณ์รักอย่างเปิดเผย เช่น การกอดบุคคล หรือสิ่งของที่รัก เด็กจะอยากรู้อยากเห็น ชอบซักถาม หากซักถามผู้ใหญ่แล้วได้รับการตอบสนองที่ไม่ถูกต้องจะส่งผลให้ความอยากรู้อยากเห็นลดลงน้อยกว่าเด็กวัยเดียวกันเด็กจะร่าเริงแสดงอาการปรบมือ กระโดด ยิ้ม ดีใจ เมื่อเขาได้รับการตอบสนองตามที่ตนเองต้องการทันเวลา เด็กจะขี้อิจฉาริษยา เมื่อรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น หรือกำลังสูญเสียความสนใจที่ตนเองเคยได้รับถูกแบ่งปันให้บุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม อารมณ์ของเด็กวัยนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการเลี้ยงดู และสภาพอารมณ์ของพ่อแม่ ที่จะพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม การเลี้ยงดูลูกโดยทางสายกลาง เป็นสิ่งที่ดีที่สุดคือ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่เข้มงวดจนเกินไป และควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กได้เลียนแบบ

สภาพจิตของวัยรุ่น

วัยรุ่น เป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตเร็วมาก ทั้งในทางชีวะ สรีระ และจิตวิทยา เป็นช่วงเวลาเวลาที่มีความใฝ่ฝันทะเยอทะยาน และมุ่งมั่นในการสร้างจุดมุ่งหมายให้กับชีวิตของตนเอง ถือเป็นระยะเริ่มแรก ที่คนเริ่มมองหาอาชีพการงานในอนาคต แสวงหารูปแบบของตนเองในแง่มุมต่างๆ เช่น เรื่องของค่านิยม ภาพพจน์ของตน กล้าลองกล้าเสี่ยง เพราะหากล้มเหลวก็ถือเป็นบทเรียน วัยนี้จะเริ่มเลือกรูปแบบของชีวิตที่ตนพึงพอใจ ติดเพื่อนหรือภาวะแวดล้อมทางสังคม มีหน้าที่การงานเข้ามามีบทบาทแทนที่ครอบครัว และจะยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนเอง จนกระทั่งกลายเป็นเหตุความขัดแย้ง ความคับข้องใจได้ ซึ่งส่วนใหญ่อารมณ์ของเด็กวัยรุ่น เป็นผลสืบเนื่องมาจากระยะก่อนวัยรุ่นที่เคยมีความรู้สึกนึกคิดขัดแย้งกับผู้ใหญ่ จนทำให้เด็กวัยรุ่นเกิดความกังวลใจเรื่องการเจริญเติบโต และจะชอบใช้ความรุนแรง ไม่ค่อยจะยอมใครง่ายๆ หรือมีความเชื่อมั่นต่างๆ เป็นไปอย่างรุนแรง ฉะนั้นวัยรุ่น ควรพูดคุยและระบายความรู้สึกให้บุคคลรอบข้างที่ไว้วางใจได้ฟังบ้าง เพราะสามารถช่วยลดความเครียดและอารมณ์ที่ไม่ดีลงได้

สภาพจิตของผู้ใหญ่

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน จะปักหลักเรื่องหน้าที่การงาน แต่งงานมีครอบครัว สร้างฐานะ มีภาระความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น และมีความมุ่งมั่นกระตือรือร้นที่จะสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงาน เพื่อให้ประสบความสำเร็จและความภาคภูมิใจในตนเอง แต่บางครั้งเชื่อมั่นในสิ่งต่างๆ มากเกินไป เมื่อเกิดความล้มเหลวก็จะทำให้เกิดท้อแท้ สิ้นหวัง มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย หรือพยายามหลีกหนีต่อความรู้สึกกังวลใจ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความหงุดหงิด ด้วยการดื่มสุรา ใช้ยา กระทั่งส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น และเกิดการแยกตัวออกจากสังคมได้ในที่สุด ดังนั้น ควรจะเปลี่ยนจุดสนใจ หาทางแก้ไขด้วยวิธีที่เหมาะสม และสร้างกิจกรรมที่สร้างสรรค์

สภาพจิตของผู้สูงอายุ

ผู้สูงวัย มีปัญหาด้านสุขภาพจิต 5 อันดับแรก คือ 1) ความวิตกกังวล 2) ซึมเศร้า 3) นอนไม่หลับ 4) ภาวะสมองเสื่อม และ 5) ปัญหาเรื่องเพศ ซึ่งส่วนใหญ่อาจเกิดจากความเครียดและความรู้สึกของการสูญเสีย โดยเฉพาะด้านความสามารถของตนเองที่เคยเป็นที่พึ่ง เคยเป็นผู้นำให้กับคนอื่น หรือจากการที่เคยมีครอบครัวที่ใหญ่โต กลับกลายเป็นครอบครัวเล็ก หรือต้องเลี้ยงดูตนเองตามลำพัง ถูกลูกหลานทอดทิ้ง ซึ่งเหตุการณ์ในอดีตจะกระตุ้นให้ผู้สูงอายุเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจ เสียใจ เบื่อหน่าย เบื่ออาหาร หวาดกลัว จนต้องแยกตัวออกจากสังคม เพราะไม่กล้าสู้กับปัญหา ในอนาคตอาจเสี่ยงต่อการมีภาวะทางจิต ปัญญาที่ไม่ดี และมีปัญหาอื่นๆ ทางด้านสุขภาพตามมา ทั้งนี้ หากผู้สูงอายุเข้าใจชีวิต กล้าเผชิญปัญหา ด้วยการยอมรับความจริง สร้างกิจกรรมที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจอย่างสม่ำเสมอ ก็ย่อมเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตดีได้

ขอขอบคุณรู้ทันโลก เว็บไซต์มติชนออนไลน์

ฉี่เพื่อสุขภาพ

14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี

ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติวันนี้จะขอเสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ

  1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะทันที

  2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้

  3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึก ถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

  4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงต่อครั้ง

  5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้ง เช่น ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะเป็นลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลือง-ใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้

  6. ทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ หลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง

  7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุ โดยการพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทาน เพราะจะเกิดอันตรายได้

  8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ดได้

  9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ

  10. ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

  11. ปัสสาวะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง หรือเลือด ปะปนออกมา ถือว่าผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์

  12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด หากแสบขัดลำบาก ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน

  13. ทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

  14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะก่อนทุกครั้ง

¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —Good Look Good Health

ตะคริวหายทันใจ

วิธีการแก้อาการตะคริว

ตะคริว คือ อาการที่เกิดขึ้นเมื่อเลือดไหลเวียนไม่สะดวก เพราะกล้ามเนื้อเกร็งตัวกะทันหัน อาการเกร็งนี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จากการออกกำลังกายมากเกินไป โดยที่ไม่ได้วอร์มกล้ามเนื้อก่อน หรือยืนนั่งในท่าเดียวกันนานๆ รวมทั้งคนที่ท้องเสีย อาเจียน หรือเหงื่อออกมากๆ ก็อาจเป็นตะคริวได้ หากเป็นตะคริว วิธีฉุกเฉินต่อไปนี้ จะช่วยบรรเทาความปวดเกร็งได้ดี

ตะคริวที่น่อง

เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงอย่างช้าๆ ประมาณ 5 นาที แล้วนวดที่น่องเบาๆ ไม่ควรนวดแรงเพราะกล้ามเนื้ออาจจะบาดเจ็บ ทำให้ตะคริวกลับมาอีกได้

ตะคริวที่ต้นขา

เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ กดลงบนหัวเข่า แล้วนวดต้นขาบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆ

ตะคริวที่นิ้วเท้า

เหยียดนิ้วเท้าตรงและลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า เดินไปมาเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวจากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณนิ้วเท้าเบาๆ

ตะคริวที่นิ้วมือ

เหยียดนิ้วมือออกเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคลายออก จากนั้นก็ค่อยๆนวดนิ้วมือทีละนิ้วเบาๆ

ข้อแนะนำ

ผู้เป็นตะคริวบ่อยๆ ควรรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต ชีส และควรใช้หมอนรองขาไว้ในเวลานอน เพื่อให้เลือดไหลมาเลี้ยงที่ลำตัวช่วงบน

จากหนังสือ SPICE UP YOUR LIFE // namdy - nongget

แพทย์ที่ดีที่สุด

แพทย์ที่ดีที่สุด 7 คน อยู่กับเราทุกคน

  1. Sunlight รับแสงอาทิตย์

  2. Rest พักผ่อน

  3. Exercise ออกกำลังกาย

  4. Diet โภชนาการที่ดี

  5. Positive Thinking คิดในทางบวก

  6. Self Confidence มั่นใจในตนเอง

  7. Friend มีเพื่อนดี

ส้นเท้าแตก

ส้นเท้า คือ บริเวณด้านล่างของเท้า ประกอบด้วยเส้นเลือด เส้นประสาท และผิวหนังหลายชั้น ซึ่งบริเวณนี้จะมีความหนาค่อนข้างมาก มีหน้าที่ในการรองรับน้ำหนักของร่างกาย เมื่อใช้งานเท้าบ่อยๆ จากการเสียดสีกับพื้นรองเท้า พื้นไม้ พื้นปูนซีเมนต์ หรือสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นมากเกินไป จะทำให้เท้าขาดความชุ่มชื้น แห้งกร้าน และแตกเป็นร่องลึก เหมือนรอยร้าว เวลาเดินอาจรู้สึกเจ็บปวด และกลายเป็นที่สะสมของคราบสกปรกมากมาย ซึ่งการแตกของเท้าขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย ส่วนผู้ที่ใช้เท้าสัมผัสกับพื้นโดยตรง บริเวณส้นเท้าจะสัมผัสกับพื้นมาก ทำให้ผิวเริ่มด้านและขาดความยืดหยุ่น หนา แข็ง จนแห้งและแตกในที่สุด

ผู้ที่มีความเสี่ยง

คนที่มีรูปเท้าผิดปกติ (เท้าแบน หรือมีส่วนโค้งของฝ่าเท้าที่มากกว่าปกติจะมีความเสี่ยงในการเกิดการอักเสบของพังผืดฝ่าเท้า เพราะรับน้ำหนักไม่เหมาะสม), การสวมรองเท้าส้นสูง ยืนหรือเดินเป็นเวลานาน หรือ ขนาดของรองเท้าไม่พอดีกับเท้า เช่น คับเกินไป หรือหลวมเกินไป, ผู้ที่อ้วนหรือเริ่มอ้วน หรือน้ำหนักตัวเพิ่มจากการตั้งครรภ์ มีโอกาสเกิดอาการส้นเท้าแตกได้, คนที่จำเป็นต้องยืน เดินเป็นเวลานาน หรือคนที่เล่นกีฬา จะมีการกระแทกส้นเท้าหลายครั้ง เช่น นักวิ่ง นักเต้นรำ เป็นต้น, โรคข้ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งมักมีอาการข้ออักเสบที่อื่นร่วมด้วย เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด, โรคเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่คุมระดับน้ำตาลไม่ดี จะส่งผลให้ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นและพังผืดฝ่าเท้าลดลง เกิดการบาดเจ็บง่าย

การป้องกัน

เลือกรองเท้าให้ขนาดพอดีกับเท้า, ใส่ถุงเท้าตอนนอนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของเท้า หากบางคนชอบแช่เท้าไม่ควรแช่นานจนเกินไป เพราะจะทำให้เท้าสูญเสียความชุ่มชื้น หรืออาจจะใช้ครีมที่มี “ยูเรีย” ที่จะทำหน้าที่ดูดความชื้นจากอากาศเข้าสู่ผิว ทำให้เท้าไม่แห้ง ทาบริเวณเท้า ซึ่งวิธีทาครีมที่มียูเรียไม่เพียงแต่ใช้ป้องกันเท่านั้น แต่ยังใช้ในการรักษาอาการส้นเท้าแตกได้อีกด้วย

การรักษา

แช่เท้าในน้ำสบู่ประมาณ 15 นาที ล้างสบู่ออกเช็ดให้แห้ง แล้วใช้วาสลีนประมาณ 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมะนาว 1 ลูก ถูบริเวณที่แตก หรือที่กระด้าง ควรทำเป็นประจำทุกวันจนกว่าจะหาย, ใช้ด้านในของเปลือกกล้วยสุก ทาบริเวณส้นเท้าวันละ 4-5 ครั้ง ทำติดต่อกันประมาณ 4-5 วัน เท้าที่แห้งแตกก็จะชุ่มชื้นขึ้น, นำน้ำมะนาวกับดินสอพองมาผสมกันทาบริเวณที่แตกก่อนนอนทุกคืน

ภัยร้ายในรถยนต์

สาวๆ คนไหนที่มักจะใช้ชีวิตอยู่ในรถเป็นประจำก็ด้วยว่าการจราจรที่ติดขัดอยู่เสมอ ต้องระวังให้ดีนะคะ เพราะอาจเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ได้ ที่เกิดจากการต้องทนอยู่ในรถเป็นเวลานานๆ ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูพร้อมกันเลย

หลับในและตาเมื่อยล้า

อาการที่เกิดขึ้นได้แก่ หาวถี่ สมอง เริ่มมึน ไร้สติ ไม่มีสมาธิในการขับรถ และเรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้นในกิจวัตรจะเข้ามาในหัวโดยไม่รู้ตัว ช่วงที่ต้องเจอแดดจ้าๆ มักมีอาการตาอ่อนล้า และแสบตา ทำให้มองไม่ถนัดเวลาที่ขับรถ และมีอาการหลับในตอนกลางคืน ซึ่งอาจเกิดจากการนอนน้อยสะสมในแต่ละวันเป็นเวลานาน ๆ

ดังนั้นในการแก้ไข หากรู้สึกง่วงนอนจริงๆ ควรแวะปั๊มนอนทันที ด้วยสังเกตจากอาการหาวถี่ๆ ต้องหยุดอย่าฝืน และในกรณีที่ต้องขับรถทางไกลมากๆ ควรจะหาเพื่อนร่วมทางไว้สักคน เพื่อจะได้สลับกันขับปลอดภัยไว้ก่อน ส่วนใครที่มีอาการแสบตา ลองไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อบรรเทาอาการที่แสบตาให้ลดน้อยลง

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

สาเหตุเกิดจากการอั้นปัสสาวะเป็นเวลานานในขณะขับรถ เพราะต้องเผชิญกับปัญหารถติดระหว่างเดินทาง หรือไม่มีปั๊มน้ำมันข้างทางเลย โดยผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะขัด เหมือนปัสสาวะไม่สุด และปวดมาก ซึ่งแนวทางในการรักษาคือ ทานยา และดื่มน้ำมากๆ เมื่อปวดปัสสาวะ ห้ามอั้นไว้เด็ดขาด และถ้าหากรู้สึกเริ่มปวดหน่วงๆ ต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อล้างปัสสาวะที่อักเสบออกมา อีกอย่างถ้าหากสามารถย้ายที่อยู่มาให้ใกล้ที่ทำงานเพื่อเลี่ยงปัญหารถติดได้ก็จะดี

กล้ามเนื้อคออักเสบ

สาเหตุของโรคนี้เกิดจากการที่ต้องนั่งท่าเดิมๆ เป็นเวลานานเป็นประจำทุกวัน โดยผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มจากปวดบ่าทั้งสองข้าง หลังจากนั้นจะปวดคอมาก ปวดร้าวไปถึงบ่า แขน และมีอาการมือชาด้วย ปวดจนไม่สามารถหันคอได้เลย สำหรับใครที่มีอาการดังกล่าวในการรักษาคุณหมอจะให้ยาคลายกล้ามเนื้อมาทาน พร้อมกับใส่เฝือกอ่อนชั่วคราว เพื่อช่วยไม่ให้เคลื่อนไหวมาก ประมาณ 3-4 วัน อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ส่วนใครที่ยังไม่มีอาการ แต่ยังต้องขับรถอยู่แนะนำให้บริหารคอระหว่างที่รถติด เช่น หันซ้ายหันขวา ก้มหัวขึ้นลง และไม่ควรเอี้ยวคอแบบกะทันหัน เพราะจะทำให้เกิดการหันผิดท่าได้

ระบบการย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายผิดปกติ

ใครที่ต้องขับรถอยู่เกือบตลอดเวลา เช่น คนขับแท็กซี่ มักเจอกับปัญหานี้ เพราะเนื่องจากต้องรับส่งผู้โดยสารอยู่ตลอดทำให้การทานอาหารไม่เป็นเวลา และเวลาอยากเข้าห้องไม่สามารถทำได้เลย ดังนั้นเมื่อเกิดสถานการณ์แบบนี้เป็นประจำทุกวันก็ทำให้เป็นโรคกระเพาะอักเสบ รวมทั้งมีอาการท้องผูกอีกด้วย ซึ่งแนวทางในการแก้ไขควรจะเลือกทานอาหารประเภทผักเยอะ ๆ หรือเลือกทานอาหารเบา ๆ จะช่วยให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายดีขึ้น อีกทั้งก่อน ออกไปขับรถแนะนำให้ออกกำลังบริหารแขนขา และเข่า เพื่อลดการปวดเมื่อย หากต้องขับรถเป็นเวลานาน ๆ ได้

หมอนรองกระดูกเสื่อม

สำหรับคนที่ต้องขับรถเป็นระยะทางไกลมักจะพบปัญหาหมอนรองกระดูกเสื่อม รวมทั้งในคนที่ชอบยกของหนักบ่อยๆ เอี้ยวตัวผิดท่า หรือได้รับบาดเจ็บจากการตกจากที่สูง ซึ่งเริ่มแรกจะมีอาการปวดหลังเพียงเล็กน้อย จากนั้นจะเริ่มปวดมากขึ้นและลามไปยังข้างทั้งสอง เวลายืนนานจะมีอาการชาที่ขา นอกจากนี้ในบางรายอาจมีอาการของเอวคดด้วย

โดยแนวทางในการรักษาอาการต่างๆ คือ ไปทำไคโรแพกติก หลังเสร็จจากการจัดกระดูกก็ค่อยๆ ดีขึ้น และควรดูแลตัวเองโดยการเล่นเทนนิสแบบเบาๆ หากต้องเดินนานให้หยุดพักยืดเส้นยืดสายบ้าง ทำกายภาพบำบัดวันละ 3 ครั้ง ด้วยการนอนคว่ำ ศอกทั้งสองข้างตั้งฉากกับพื้น ปลายเท้าจิกทำเป็นมุมฉาก ยกตัวขึ้นแล้วแขม่วท้องเกร็งไว้นับ 1-10 ทำประมาณ 10 ครั้ง

พังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ

สาเหตุอาจเกิดการที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณมือได้ไม่ทั่วถึง เพราะต้องถือพวงมาลัยไว้ตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานๆ อีกทั้งยังเกิดขึ้นทุกวัน ถ้าใครที่ยิ่งต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ก็จะยิ่งส่งผลเร็วขึ้น จะเริ่มมีอาการปวดบริเวณข้อมือ ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการทำกายภาพบำบัดวันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน เพื่อให้เลือดสูบฉีด ทั้งนี้หากมีการดูแลตัวเองที่ดีก็จะลดอาการที่เป็นลงได้ เช่น ฝึกโยคะ ยกของด้วยการนั่งลงแล้วยก และช่วงไหนที่มีอากาศเย็นจะรู้สึกปวดมากกว่าปกติ จึงต้องพยายามให้อบอุ่นอยู่เสมอ หรือทายาหม่อง หรือปาล์มเพื่อเพิ่มความอบอุ่นได้

ลอยตัวในน้ำ ช่วยชีวิตรอด

ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ นำมาซึ่งความสูญเสียที่มากเกินกว่าจะย้อนเวลากลับไปได้ ในทางกลับกัน หากทราบวิธีที่จะช่วยให้ลอยตัวได้เหนือน้ำ ก็จะเป็นการป้องกันภัยที่ดีมากที่สุด และคอยเป็นห่วงยางที่ทำให้ไม่จมน้ำง่ายๆ มาดูกันดีกว่าว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

1. ควบคุมสติให้มั่น

สติ เป็นสิ่งสำคัญที่คนจมน้ำมักจะมองข้ามไป เพราะเมื่อเราตกใจจนคุมสติไม่อยู่ เรามักจะใช้แรงของเราไปมาก 25-50% ตั้งแต่ในช่วง 1 นาทีแรกที่ตกน้ำ และทำให้เรามีแรงเหลือไม่มากพอที่จะประคองตัวเข้าหาฝั่งได้ ดังนั้น การควบคุมสติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรอดพ้นจากอันตรายครั้งนี้ได้

2. ใช้ทักษะการลอยตัวเหนือน้ำ

หลังจากที่มีสติแล้ว ก็พยายามพยุงร่างกายให้อยู่เหนือน้ำให้ได้ โดยควบคุมให้ศีรษะอยู่พ้นน้ำก่อน แล้วพยุงตัวไว้ วิธีการฝึกลอยตัว เริ่มต้นจากการหงายหลังแผ่ไปกับน้ำ และเหยียดแขนทั้งสองข้างออก จากนั้นสูดลมเข้าไปในปอดให้เต็มที่ แล้วกลั้นเอาไว้ จังหวะที่คุณเก็บลมได้เต็มปอดจะเริ่มรู้สึกได้ว่าตัวคุณเริ่มลอยขึ้นอย่างช้าๆ แต่จังหวะปล่อยลมออกจะทำห่างกายคุณจมลงอีกครั้ง ดังนั้น ต้องรีบปล่อยลมหายใจออกแบบรวดเดียวภายใน 1-2 วินาที แล้วจึงสูดเข้าไปใหม่อย่างเร็วจนรู้สึกเต็มปอด ทำเช่นนี้วนซ้ำไปมาเรื่อยๆ คุณก็จะสามารถลอยอยู่เหนือน้ำได้นานเท่านานแล้ว

หากพบว่ามีปัญหาช่วงสะโพกจมน้ำ ให้ใช้เทคนิคกางขาไว้ และจังหวะลอยตัวให้หลังส่วนไหล่ติดน้ำไว้ ท่านี้จะช่วยให้การควบคุมจุดศูนย์ถ่วงในร่างกายเกิดความสมดุล และช่วยให้ลอยตัวได้ดีขึ้น

3. ปลดเปลื้องเสื้อผ้าและรองเท้าออกดีไหม?

ในกรณีที่สวมเสื้อยืดธรรมดา ไม่จำเป็นต้องถอดมันออกแต่อย่างใด แต่ถ้าเป็นการเกงยีนส์ที่ค่อนข้างคับ ก็ควรถอดออก เพื่อช่วยให้ลอยตัวได้ถนัดมากยิ่งขึ้น ส่วนรองเท้านั้น ควรถอดออกหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับชนิดของรองเท้าที่ใส่ หากเป็นรองเท้าประเภทรองเท้าบูธ รองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าหนัง ก็ไม่ควรจะใส่ต่อ เพราะจะเป็นภาระแก่คุณไปเสียเปล่าๆ แต่ถ้าหากเป็นรองเท้าแตะ รองเท้า CROC หรือรองเท้า NIKE AIRMAX รองเท้าเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นทุ่นลอยให้แก่เราได้เป็นอย่างดี และเป็นเครื่องมือสำคัญให้คุณลอยตัวในน้ำได้นานขึ้น

หากสามารถควบคุมสติ และทำตามวิธีการที่ว่านี้ได้ ก็น่าจะช่วยให้สามารถรอดพ้นจากการจมน้ำได้อย่างแน่นอนที่สุด และถ้าจะให้ดีก็ควรสอนลูกหลานด้วย ว่าวิธีการในการทรงตัวในน้ำที่ถูกต้องนั้นควรทำอย่างไร อย่างน้อยก็จะได้เป็นเกราะป้องกันให้สามารถยื้อชีวิตที่แสนรักแสนหวงของคุณและคนที่คุณรักเอาไว้ได้

ความรู้เรื่องร้อนใน

การแพทย์แผนจีน อธิบายว่า ร้อนใน หมายถึง กลุ่มอาการที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยที่ทำให้ร่างกายไม่สมดุล โดยมีความเป็น หยางมากกว่าหยิน (หยางแกร่ง) ซึ่งมักจะเกิดบ่อยกับผู้ที่มีภาวะหยินพร่อง ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่มีโรคร้อนใน

อาการใดบ้าง คือ อาการร้อนใน

ร้อนในไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น อาการตัวร้อน อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับร้อนในก็ได้ มีผู้เข้าใจว่าเป็นเพียงอาการเป็นแผลในปาก ที่ลักษณะเป็นวง ตรงกลางจะมีเยื่อสีขาวบางๆ ขอบจะบวมแดงและเจ็บที่แผลแบบปวดแสบปวดร้อน ซึ่งเป็นเพียงตัวบ่งชี้หนึ่งของอาการร้อนใน

อาการร้อนใน มีตั้งแต่ มีขี้ตามาก หรือตาแฉะ (ร้อนในตับ) ตกหมอน (ร้อนในที่เกิดกับเส้นเอ็นข้างคอ) แผลร้อนในอาจเกิดขึ้นที่ลิ้น ด้านในริมฝีปาก ในลำคอ หรือ กระพุ้งแก้ม ลิ้นแตก ลมหายใจร้อน ลมหายใจเหม็น (Halitosis) เหงือกบวม คอแห้ง ปากขม กระหายน้ำบ่อยๆ เจ็บคอหรือระคายเคืองคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ บางครั้งมีเสมหะ ไอ มีเสมหะข้นเขียวๆ เหลืองๆ ท้องผูก ถ่ายลำบาก อุจจาระสีคล้ำ แต่บางครั้งก็ถ่ายเหลวและมีลม เมื่อยตามเนื้อตัว ครั่นเนื้อครั่นตัว ตัวรุมๆ หากอาการหนักก็อาจเป็นไข้

ถ้ามีทั้งอาการเจ็บคอ เวียนศีรษะ ตัวร้อน มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว เรียกว่า อาการหวัดร้อน นั่นก็คือไข้หวัดใหญ่ โดยเมื่อคนเราร้อนใน ก็จะทำให้ภูมิต้านทานลดลง

จึงทำให้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดได้ง่ายขึ้น เพราะเชื้อไวรัสหวัดก็มีอยู่ทั่วไปหลายสายพันธุ์

สาเหตุที่จะทำให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรัง

1. กรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนด

ร่างกายแต่ละคนมี หยิน-หยาง ต่างกัน ถ้าคนมีลักษณะเป็นหยางมากกว่าอิน แล้วกินอาหารที่เป็นหยางเข้าไป ทำให้หยางในร่างกายเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดอาการร้อนใน

2. อาหาร

อาหารประเภทหยาง มักมีรสเผ็ด รสที่ค่อนข้างจัดหรือเข้มข้น หรืออาหารทอดทุกประเภท ถ้าเป็นพวกผลไม้ก็เช่น ลำไย เงาะ ทุเรียน ลิ้นจี่ หรือข้าวเหนียว ถือว่าเป็นหยางหมด ส่วนอาหาร ประเภทหยิน ก็คืออาหารชนิดที่กินเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกชุ่มคอ รู้สึกสบาย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น พวกผักชนิดต่างๆ

3. อากาศ

ฤดูกาลที่เปลี่ยน มักจะมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดอินกับหยางในลักษณะที่ต่างกัน เช่น ฤดูร้อน ความเป็นหยางจะสูง เพราะอากาศร้อน ถ้าหากร่างกายเป็นหยาง กินอาหารหยาง แล้วก็มาเจอหน้าร้อนเป็นหยางเข้า ก็จะทำให้เกิดอาการร้อนใน ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า เมื่ออากาศเปลี่ยน บางคนจะไม่สบาย หรือเป็นไข้หวัดใหญ่ นั่นเพราะพื้นฐานของร่างกายแต่ละคนและพฤติกรรมต่างกัน

4. การอดนอน

นอนดึก พักผ่อนน้อย เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการร้อนในเรื้อรัง เพราะทฤษฎีแพทย์แผนจีนจะจัดช่วงเวลากลางวันเป็นหยาง เวลากลางคืนเป็นหยิน เมื่ออดนอน หรือนอนดึก ก็ทำให้ขาดการรับพลังหยิน จึงทำให้หยางกำเริบและเกิดเป็นร้อนในเรื้อรังได้

วิธีป้องกันไม่ให้ร้อนในเรื้อรัง

วิธีจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนใน ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม นั่นคือ จะต้องรู้ร่างกายของตัวเองก่อน ว่าเป็นหยินหรือเป็นหยางมากกว่ากัน ตอนนี้อากาศเป็นอย่างไร จะกินอาหารอะไร จึงจะสอดคล้องกัน คือพยายามปรับสมดุลให้ได้ อาการร้อนใน ก็จะไม่เกิดขึ้น

สำหรับคนที่มีอาการร้อนในไม่มาก วิธีแก้ไขคือ การกินอาหาร เช่น มะระ ฟักเขียว ผักต่างๆ ซึ่งอาจจะนำมาต้ม เป็นน้ำแกง โดยใส่เนื้อต่างๆ ลงไปด้วย หรือจะลวกกินก็ได้ เมื่อรู้หลักการหรือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว ก็สามารถจะกินอาหารได้โดยไม่มีปัญหา

  • ตัวอย่างอาหารที่มีลักษณะเป็นหยิน

สาลี่ มังคุด ปู เป็ด ห่าน กล้วย ถั่วเขียว เต้าหู้ แตงกวา ส้ม ฟักทอง เกลือ ผักโขม อ้อย ส้มจีน แตงโม มะเขือเทศ คึ่นฉ่าย น้ำมะพร้าว องุ่น มะกอก สับปะรด ผักกาดหอม ลูกพลับ เม็ดแมงลัก ฟัก

  • ตัวอย่างอาหารที่มีลักษณะเป็นหยาง

ของทอด ทุเรียน ลำไย ขนุน ลิ้นจี่ เงาะ ลองกอง ลังสาด อบเชย ดีปลี ละมุด พริก กระเทียม ขิง หอม พริกไทย ใบโหระพา ใบแมงลัก เนื้อมะพร้าว เนื้อวัว หมู ไก่ แพะ สุนัข งู ข้าวเหนียว

แต่ถ้าคนที่เป็นร้อนในเรื้อรัง ร้อนในบ่อย หรือมีอาการหนัก จะต้องรักษาด้วยการให้ยาบำรุงหยิน จึงจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ แต่ต้องใช้เวลา เพื่อค่อยๆ เสริมหยิน เมื่อร่างกายได้สมดุล อาการที่ร้อนในบ่อย หรือร้อนในเรื้อรังก็จะลดน้อยลง ห้ามรับประทานยาบำรุง เพราะยาบำรุงทั่วไปมักจะบำรุงหยาง ซึ่งไม่เหมาะกับคนที่หยินพร่อง

วินิจฉัยโรคผิดพลาด

ในต่างประเทศที่มีระบบสาธารณสุขดีพร้อม การฟ้องร้องแพทย์ที่วินิจฉัยโรคผิดพลาด และผู้ผลิตยาที่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ ก็มีจำนวนมากด้วย การตรวจทานการวินิจฉัยโรคของแพทย์ (double check) เป็นการป้องกันความผิดพลาดในการวินิจฉัยและรักษาโรค เพราะการวินิจฉัยที่ผิดพลาด อาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจจนคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำ

ตัวอย่าง ชายชราผู้หนึ่ง เมื่ออดีตตอนนั้นมีอายุประมาณ 60 ปีเศษ ได้ฉีดยาฆ่าแมลงโดยไม่มีผ้าปิดปากและจมูก 3 วัน ต่อมาก็มีอาการมือสั่น เมื่อไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสัน ต้องกินยา 'มาโดพา' ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเร็วบ้างช้าบ้าง แทนที่แพทย์จะสั่งงดหรือเปลี่ยนยา กลับแนะนำให้ผ่าตัดฝังเครื่องให้จังหวะ (pacer) แพทย์หัวใจบอกว่าแบตเตอรี่ของ pacer จะใช้ได้นาน 10 ปี เมื่อแบตฯ หมดก็ต้องผ่าเปลี่ยนแบตฯ ใหม่ แต่เพียง 6 ปี ผ่านไป แพทย์หัวใจแจ้งว่าแบตฯ ใกล้หมด ท้ายสุดได้ไป รพ.อีกแห่ง เพื่อตรวจทานว่าจริงหรือไม่ แพทย์ที่นั่นบอกว่าจริง ที่แบตฯ หมดเร็วกว่า 10 ปี เพราะตั้งไฟแรงเกินความจำเป็น แพทย์จะตั้งให้ใหม่

ชายผู้นี้จึงเปลี่ยนที่รักษา แพทย์แผนก neuro บอกว่าคนไข้ไม่ได้เป็นโรคพาร์กินสัน แต่เนื่องจากกินยานี้มานานแล้ว จึงไม่สามารถเลิกกินได้ นี่คือตัวอย่างการวินิจฉัยที่ผิดพลาด คนไม่ป่วยเพราะโรคพาร์กินสัน ต้องกินยาพาร์กินสันไปตลอดชีวิต เพราะหมอวินิจฉัยผิดพลาด แถมยังต้องฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจไปตลอดชีวิตเพราะยาพาร์กินสัน

แพทย์ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคอะไร แต่มีรายงานผลการวิจัยโรคเรื้อรัง ปรากฏ ดังนี้

"Resistance to thyroid stimulating hormone: A very rare disorder where the body is unable to respond to thyroid stimulating hormone even though it is present in sufficient quantities. The problem lies in defective thyroid stimulating hormone receptors. The list of signs and symptoms mentioned in various sources for Resistance to thyroid stimulating hormone includes the 13 symptoms listed below:

"อาการ ดื้อ ฮอร์โมนกระตุ้นธัยรอยด์ (TSH) เป็นความผิดปกติที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก เมื่อร่างกายไม่ตอบสนองกับ TSH แม้ว่าปริมาณฮอร์โมนธัยรอยด์ที่พบในเลือดจะพอเพียงก็ตาม ปัญหาอยู่ตรงที่ตัวรับ (receptor) TSH บกพร่อง สัญญาณและอาการมี 13 ประการดังข้างล่างนี้:

  1. Goiter (โรคคอพอก)

  2. Palpitations (อาการใจสั่น)

  3. Increased bowel movements (การไหวตัวมากขึ้นของลำไส้)

  4. Menstrual abnormalities (ระดูไม่ปกติ)

  5. Fatigue (เหนื่อยล้า)

  6. Insomnia (อาการนอนไม่หลับ)

  7. Breathlessness (หอบ-หายใจไม่ทั่วท้อง)

  8. Heat intolerance (ร้อนในกระหายน้ำ)

  9. Weight loss (สูญเสียน้ำหนัก)

  10. Muscle weakness (กล้ามเนื้ออ่อนแอ)

  11. Hair loss (ผมร่วง)

  12. Trembling hands (มือสั่น)

  13. Rapid heart rate (หัวใจเต้นเร็ว)

ข้อมูลเพิ่มเติม

จริงหรือไม่กับสุขภาพ

จริงหรือไม่กับสิ่งบอกเล่าเหล่านี้

1. การแลบลิ้นให้น้ำลายยืด ลงพื้น 3 หยด แก้เผ็ดได้

จริง เพราะอาการเผ็ด เกิดจากสาร แคปไซซิน ที่อยู่ในพริก เข้าไปจับกับปลายประสาทรับรสที่ลิ้น ร่างกายจึงแสดงปฎิกริยาโต้ตอบ โดยขับน้ำลายออกมา ชะล้างสารนี้ออกไป

2. การดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอน แก้อาการนอนกรนได้

จริง เพราะการคาบหรืออมนมยางเด็กทารกไว้ในปาก จะทำให้ลิ้นอยู่นิ่ง ทำให้เนื้อเยื่อของเพดาน ไม่สะเทือนสั่นไหวขึ้น จึงไม่เกิดอาการกรน ทั้งยังช่วยให้ไม่นอนอ้าปากอีกด้วย

3. การสูดกลิ่นตัวผู้ชาย ทำให้หายเครียดได้

จริง เพราะกลิ่นตัวผู้ชายคนรักนั้น มีสาร ฟีโรโมน ผสมอยู่ โดยเฉพาะในผม และผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้ว จะช่วยลดอาการเครียด และเหนื่อยล้าลงได้

4. แอปเปิ้ลผลิตกระแสไฟฟ้าได้

จริง เพราะการเสียบแผ่นสังกะสี และแผ่นทองแดง เข้าไปในผลแอปเปิ้ล กรดจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ล เป็นเหมือนแบตเตอรี่ ซึ่งผลไม้ชนิดอื่น เช่น มะนาว เกรปฟรุ๊ต หรือมันฝรั่ง ก็ทำได้เช่นกัน

5. ปัสสาวะมนุษย์ ใช้ทำยาสีฟันในสมัยโบราณ

จริง เพราะแพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคนั้น จึงเป็นน้ำยาบ้วนปาก ที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์

6. วัวกระทิงเกลียดสีแดง

ไม่จริง เพราะวัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆ ได้ การที่วัวที่ถูกล่อด้วยผ้าแดง แล้วพุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคาญ จากการถูกยั่วยุมากกว่า

7. เพชรแท้จะไม่ติดสีหมึก

จริง เพราะการทดสอบเพชรแท้ ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำบนเพชร หากหมึกดำลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่หากยังมีจุดดำในบริเวณที่แต้มหมึก แสดงว่าเป็นเพชรเทียม

8. การทะเลาะกัน ทำให้แผลหายช้า

จริง เพราะความเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่างทะเลาะ และหลังการทะเลาะกัน ส่งผลให้ร่างกายลดการผลิตโปรตีนเม็ดเลือด ซึ่งมีประโยชน์ต่อการรักษาบาดแผล หรือส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ให้น้อยลง ทำให้บาดแผลต่างๆ หายช้าลงได้

9. แสงแดดอ่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้

จริง เพราะแสงแดดอ่อนๆ ช่วยลดการสร้างฮอร์โมน เมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ หากเก็บตัวอยู่ในที่ใด จะทำให้ฮอร์โมนนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงา ซึมเซาได้

10. การฟังเพลง ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้

จริง เพราะการฟังเพลง ทำให้สมองหลั่งสาร เอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมน สร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และบรรเทาอาการปวดข้อได้

ทำไมถึงต้องเลิกสูบบุหรี่

แม้ว่าฤทธิ์ของสารนิโคตินในบุหรี่ จะทำให้ผู้คนหลงใหลเพียงใด แต่ทันทีที่บุหรี่ถูกจุดขึ้น การเผาไหม้ของมวนบุหรี่ จะทำให้เกิดสารเคมีกว่า 4,000 ชนิด เป็นสารพิษมากกว่า 250 ชนิด และอีกกว่า 50 ชนิด เป็นสิ่งที่วงการแพทย์ระบุว่า เป็นสารก่อมะเร็ง

สารพิษหลัก ได้แก่

1. นิโคติน

สารเสพติดตัวร้าย และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนติดบุหรี่ ในระยะแรก นิโคตินจะออกฤทิธิ์กระตุ้นสมอง แต่ต่อมาจะออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้รู้สึกมึนงง ทำให้ไขมัน LDL Cholesterol ในเลือกสูงขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดสอมงตีบหรือแตกได้

2. น้ำมันดิน

สารก่อมะเร็งชนิดร้ายแรง โดยร้อยละ 50 จะสะสมจับตัวอยู่ที่ปิดในบริเวณถุงลม ทำให้ผู้สูบบุหรี่เกิดอาการระคายเคืองในช่องจมูก ในลำคอ หลอดลม และปอด เกิดถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด และอาการไอแบบมีเสมหะเรื้อรัง

3. ไฮโดรเจนไซนาไนด์ และสารไซยาไนด์

ก๊าซพิษชนิดเดียวกับที่ใช้ในสงคราม และใช้เบื่อหนู ออกฤทธิ์ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้ไอ และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน หากได้รับปริมาณมาก จะทำให้หัวใจหยุดเต้น หรือเป็นอัมพาตได้

4. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

ก๊าซพิษชนิดเดียวกับที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย ทำหน้าที่ขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง เมื่อสูบบุหรี่มากขึ้น จะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย และอาจหยุดหายใจได้ในที่สุด

ผู้หญิงกับบุหรี่

จากรายงานผลการศึกษาชิ้นหนึ่ง ที่ตีพิมพ์ในวารสารแลนเซ็ต ซึ่งติดตามผลการศึกษาในผู้หญิงอังกฤษอายุระหว่าง 50-65 ปี กว่า 1,000,000 คนต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยแบ่งผู้หญิงออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก ได้แก่ผู้หญิงที่สูบบุหรี่ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ 20%

กลุ่มสอง ได้แก่ผู้หญิงที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว 28%

กลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มผู้หญิงที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย มีอยู่ 58%

สิ่งที่ทีมงานศึกษาพบคือ สตรีที่เลิกสูบบุหรี่ก่อนอายุ 30 ปี มีโอกาสรอดตายก่อนวัยอันควร สูงกว่า 97% ขณะที่การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงอายุสั้นไป 10 ปี และจากผลการศึกษานี้ ยังระบุด้วยว่า 2 ใน 3 ของสตรีที่เสียชีวิตในวัย 50 เศษ 60 เศษ และ 70 เศษ ล้วนมีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ทั้งนั้น

"ถ้าผู้หญิงสูบบุหรี่เหมือนผู้ชาย พวกเธอจะตายเหมือนผู้ชาย แต่ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายที่เลิกสูบบุหรี่ก่อนวัยกลางคน จะอายุยืนขึ้นอีก 10 ปี" ริชาร์ด เปโต อาจารย์ด้านสถิติทางการแพทย์ และโรคระบาดวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อังกฤษ ผู้ร่วมทำการศึกษากับ ราเชล ฮักลีย์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา กล่าว

นอกจากนั้น รายงานการศึกษาของ สแตนตัน แกลนซ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและวิจัยการควบคุมการสูบบุหรี่ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ยังระบุด้วยว่า หลังจากที่หลายรัฐในสหรัฐ และหลายประเทศทั่วโลก มีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในหลายพื้นที่ เช่น พื้นที่สาธารณะ และในสำนักงาน ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลที่ได้จากโรงพยาบาลหลายประเทศทั่วโลก พบว่า มีผู้ป่วยที่เข้าไปรักษาตัวด้วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคภูมิแพ้ มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาทิ ผู้ป่วยโรคหัวใจ มีสถิติลดลง 15% ส่วนผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ มีสถิติลดลง 16% และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ลดลงราว 24%

ข้อมูลบางส่วนจากhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1351913539

เชื้อราที่เล็บ

การติดเชื้อบริเวณเล็บเกิดจากกลุ่มของเชื้อรา ชื่อว่า dermatophytes เชื้อราที่เล็บอาจจะเกิดจากเชื้อยีสต์หรือเชื้อรากลุ่มอื่นๆ เชื้อโรคกลุ่มนี้จะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุ่นและชื้น รวมทั้งในห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำ เชื้อราจะเข้าไปทางรอยแผลเล็กๆ ที่อาจไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือในตำแหน่งที่มีการฉีกขาดของเล็บกับผิวหนังใต้เล็บ เมื่อเราอยู่ในอุณหภูมิและความชื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อจะทำให้การติดเชื้อลุกลาม และมีการกระจายของเชื้อราเพิ่มมากขึ้น โรคเชื้อราที่เล็บมักจะเป็นที่นิ้วเท้ามากกว่าที่นิ้วมือ เนื่องจากบริเวณเท้ามีอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อรา

อีกสาเหตุ เนื่องจากการไหลเวียนเลือด ไปเลี้ยงบริเวณนิ้วเท้าน้อยกว่าที่บริเวณนิ้วมือ ทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ป้องกันการติดเชื้อที่ต่ำกว่า เชื้อราที่เล็บมักจะติดเชื้อในผู้สูงอายุ เนื่องจากการไหลเวียนโลหิตไม่ดี และผู้สูงอายุจะมีเล็บที่งอกช้าและหนากว่า ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติในในการเป็นโรคเชื้อราที่เล็บก็จะยิ่งเป็นสาเหตุที่สามารถตรวจพบเจอได้มากกว่า

ปัจจัยอื่นที่ทำให้ติดเชื้อราที่เล็บได้ง่ายขึ้น

• มีเหงื่อออกมากในบริเวณมือและเท้า

• ทำงานในบริเวณสิ่งแวดล้อมที่ชื้นแฉะ

• เป็นโรคที่เกี่ยวกับเล็บอยู่แล้ว เช่น สะเก็ดเงินที่เล็บ

• ใส่ถุงเท้ารองเท้าที่อับและไม่ซึมซับเหงื่อ

• เดินเท้าเปล่าในสถานที่เปียกแฉะในที่สาธารณะ เช่น สระว่ายน้ำ ยิม หรือห้องอาบน้ำ

• มีการติดเชื้อบริเวณผิวหน้งที่เท้า หรือ โรคน้ำกัดเท้า

• มีบาดแผลหรือการบาดเจ็บที่ผิวหนังหรือเล็บ

• เป็นโรคเบาหวาน หรือการไหลเวียนโลหิตไม่ดี หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ลักษณะอาการโรคเชื้อราที่เล็บ

• มีเล็บหนาขึ้น

• มีเล็บแตกเป็นขุย

• มีรูปเล็บที่บิดเบี้ยว

• สีของเล็บจะทึบๆ ไม่มันเงางาม

• อาจจะพบเล็บเป็นสีดำ ถ้ามีเนื้อตายอยู่ภายใต้ผิวหนังของเล็บ

• เล็บที่มีการติดเชื้อจะแยกออกมาจากผิวใต้เล็บ ทำให้มีอาการเจ็บ และอาจจะมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย

ถ้ามีการติดเชื้อที่มากขึ้นเล็บมักเปลี่ยนไปทำให้มีรูปร่างที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูปทรงเดิม เล็บโค้งงอ มีรอยหยักเป็นลูกคลื่น ส่วนผิวสีชมพูของเล็บปกติ เมื่อมีการติดเชื้อจะเปลี่ยนสีไปมีสีคล้ำ น้ำตาล หรือเขียวคล้ำ เชื้อราที่เล็บมักไม่มีอาการคัน แต่อาจมีการเจ็บหรือคันบ้างแต่พบน้อยมาก หากพบปัญหาเหล่านี้ ควรรีบรักษา โรคเชื้อราที่เล็บนี้เป็นโรคที่รักษาได้ค่อนข้างหายช้าและเรื้อรัง

การรักษาเชื้อราที่เล็บ

1. ยาทาเล็บฆ่าเชื้อรา

ในกรณีที่มีการติดเชื้อไม่มาก แพทย์จะให้ยาทาชื่อ ciclopirox (Penlac) ทาที่เล็บและผิวหนังรอบๆ วันละครั้ง หลังจากครบ 7 วัน ค่อยๆ เช็ดออกด้วยแอลกอฮอล์ และเริ่มทายาซ้ำใหม่ โดยให้ทำติดต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลา 1 ปี วิธีนี้ใช้เวลานานมาก จึงไม่เป็นที่นิยม และผลการรักษาไม่แน่นอน

2. ยาชนิดทา

แพทย์อาจให้ยาทาภายนอกร่วมด้วย โดยเลือกยาที่มีส่วนผสมของยูเรีย เพื่อช่วยให้การดูดซึมที่ดีขึ้น การใช้ยาทาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้หายขาดได้ เป็นเพียงการรักษาร่วมเท่านั้น อาจจะทำร่วมกับการขูดแต่งเล็บที่หนาอาจลดปริมาณเชื้อราได้

3. ยารับประทาน

ยาฆ่าเชื้อราที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ได้แก่ Terbinafine และ itraconazole แพทย์จำเป็นจะต้องให้ยารับประทานในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการ ดังต่อไปนี้

• เป็นเบาหวาน หรือมีความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง

• เคยมีประวัติการติดเชื้อที่ผิวหนัง cellulites

• มีอาการเจ็บ หรือรำคาญบริเวณที่มีการติดเชื้อ

• ต้องการรักษาเนื่องจากความสวยงามของเล็บ

4. การผ่าตัด

ถ้ามีการติดเชื้อที่เล็บรุนแรง หรือมีอาการเจ็บมาก แพทย์จะแนะนำให้ถอดเล็บ แต่เล็บที่งอกขึ้นมาใหม่จะใช้เวลานานมากกว่าจะงอกกลับเท่าเดิมได้

การป้องกันโรคเชื้อราที่เล็บ

• หมั่นดูแลเล็บให้สั้น แห้ง และสะอาดอยู่เสมอ

• เลือกสวมถุงเท้าที่ดูดซับเหงื่อได้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าอับชื้นเกินไป ในระหว่างวันอาจถอดรองเท้าบ้างเป็นครั้งคราว

• ใช้แป้งหรือสเปรย์ป้องกันเชื้อรา

• เมื่อต้องทำงานที่มือต้องเปียกนานๆ ให้ใส่ถุงมือยางป้องกันมือไว้เสมอ

• หลีกเลี่ยงการตัดผิวหนังบริเวณที่อยู่รอบๆ เล็บ

• อย่าเดินเท้าเปล่าออกนอกบ้าน

• ควรแน่ใจว่าร้านทำเล็บใช้เครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว

• หลีกเลี่ยงยาทาเล็บ หรือการต่อเล็บ

• ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสเล็บที่มีการติดเชื้อ

ขอขอบคุณosociety.com/เชื้อราที่เล็บ/

เล็บบอกโรค

8 ลักษณะเล็บ บอกโรค บอกอาการ บอกสุขภาพ

เล็บมือ ของคนเราสามารถบอกสุขภาพได้ โดยพิจารณาจากลักษณะรูปทรง ผิวของเล็บ สีของเล็บ ดอกของเล็บ และวงจันทร์ หรือไม่มีวงจันทร์ที่ฐานเล็บ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะบอกถึงโรคภัยไข้เจ็บ ที่กำลังป่วยอยู่ในขณะนั้น หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคนั้นๆ ได้ในอนาคต หากเจ้าของเล็บไม่ดูแลรักษาสุขภาพ แต่การพยากรณ์ว่าเป็นโรคเหล่านั้นหรือไม่ ต้องได้รับการวิเคราะห์ร่วมกับสีฝ่ามือ และตำแหน่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพและโรคภัย รวมทั้งเส้นลายมือที่เกี่ยวข้อง ร่วมด้วย

ต่อไปนี้เป็น 8 ตัวอย่างความผิดปกติของเล็บ ที่สังเกตได้ง่าย

  1. เล็บขาวซีด อ่อน แบน และบุ๋มเหมือนช้อน มักพบในคนที่เป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งอาจมาจากการขาดธาตุเหล็ก

  2. เล็บขาวเป็นแผ่นตรงกลาง เป็นความผิดปกติที่พบในโรคตับ เล็บเป็นหลุม ขรุขระ ไม่เรียบเกลี้ยงเกลา พบในโรคผิวหนังที่เรียกว่า สะเก็ดเงิน หรือเรื้อนกวาง

  3. เล็บหนากว้างและโค้งมน โค้งมนตามลักษณะของปลายนิ้วที่โตขึ้น และมีสีออกม่วงคล้ำ พบในผู้ป่วยโรคหัวใจ (ลิ้นหัวใจรั่ว) โรคตับ และโรคท้องเสียเรื้อรัง

  4. เล็บเป็นดอกหรือจุดขาว หรือเป็นเสี้ยวพระจันทร์ แสดงว่ามีปัญหาสุขภาพเจ็บป่วยหนัก หรือขาดสารอาหารบางอย่าง ทำให้เซลสร้างเล็บได้ไม่สมบูรณ์

  5. เล็บเหลือง ถ้าเป็นบางเล็บบนนิ้วที่ถนัด อาจเป็นสารนิโคตินจากบุหรี่ ที่มาเกาะเล็บที่ใช้คีบบุหรี่ หรือพบในโรคปอดบางชนิด โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต

  6. เล็บเปลี่ยนสีเป็นครึ่งขาวครึ่งชมพู พบในโรคไตบางชนิด

  7. เล็บเป็นจุดหรือเส้นสีม่วง เกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก พบในโรคลิ้นหัวใจอักเสบ โรคลิ้นหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดอักเสบ โรคตับ โรคขาดวิตามินซี

  8. เล็บสีดำ พบในโรคลำไส้ผิดปกติมีจุดดำๆ ตามเนื้อเยื่อของลำไส้ เยื่อบุปาก ริมฝีปาก ส่วนมากขาดวิตามินบี 12 และเล็บที่ออกสีเทาๆ หรือดำคล้ำพบในคนที่ได้รับตัวยาบางชนิดเช่น Phenolphthalein ในยาระบาย และยารักษาโรคมาลาเรีย

  • เล็บสั้น คือ วัดความยาวจากโคนถึงปลายเล็บต้องไม่เกิน 10 มม.

  • เล็บสั้นทุกนิ้ว มีปัญหาสุขภาพทางด้านหัวใจ

  • เล็บสั้นฐานเล็บแบน ๆ บาง ๆ หัวใจไม่แข็งแรง การไหลเวียนของโลหิตไม่ดี

  • เล็บสั้นฐานเล็บเรียวแหลมคล้ายสามเหลี่ยม สุขภาพไม่ดีที่เกิดจากไต

  • เล็บโค้งนูน มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการหายใจ โรคปอด หรือทรวงอก

  • เล็บเว้าเข้า จะมีแนวโน้มของโรคโลหิตจาง โลหิตเป็นพิษ ลิ้นหัวใจ

  • เล็บโค้งงุ้มเข้า เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ เช่น หวัด เจ็บคอ ไอเรื้อรัง ปอด หลอดลมอักเสบ

  • เล็บเปราะหักง่าย ระวังโรคปวดข้อปวดกระดูก โรคเก๊า

  • เล็บแตกตามยาว เป็นโรงลำไส้อักเสบในวัยกลางคน

  • เล็บยาวมาก มีปัญหาสุขภาพปอดและทรวงอก

  • เล็บส่วนกลางกว้างปลายเล็บกับโคนเล็บแคบ โรงไขสันหลัง

  • เล็บซ้อน มีความบกพร่องทางสมอง

  • เล็บเป็นคลื่น มีอาการทางประสาท เครียด

  • เล็บมีจุดหรือดอกขาว เกิดจากความเครียดมากเกินไป ถ้ามีหลาย ๆ จุดความผักผ่อนมาก ๆ

  • เล็บขรุขระไม่เรียบ โรคปอดบวม

  • เล็บขรุขระมีปลายเล็บคดเคี้ยวไม่เรียบ โรคเนื้องอก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามรัฐ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ตเครดิต: Gu_D_Sign Nail - เล็บสวย