คอมพิวเตอร์ติดไวรัส

สิ่งควรทำเมื่อคอมพิวเตอร์ติดไวรัส


ปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์ น่ากลัวกว่าในอดีตมากขึ้น เนื่องจากไม่เพียงลบไฟล์ เปลี่ยนชื่อ หรือซ่อนไฟล์ เท่านั้น แต่จะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณ เพื่อฉกฉวยข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติการเข้าเว็บไซต์ ข้อมูลส่วนตัว การเชื่อมโยงกับการธุรกรรมออนไลน์ รวมถึงอาจเข้าไปในส่วนการทำงานหลักของระบบออกไปภายนอกด้วย ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งในชีวิตประจำวัน และด้านของการใช้งาน

โดยทั่วไป ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ มักป้องกันด้วยการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส (Anti Virus Program) รวมถึงการเปิดใช้งานระบบการป้องกันที่มีอยู่ในระบบปฏิบัติการ เช่น Firewall รวมถึงการหยุดพฤติกรรมเสี่ยง ที่อาจทำให้คอมพิวเตอร์ติดไวรัส อย่างไรตาม แม้มีการป้องกันแล้ว ก็ยังติดไวรัสได้ ซึ่งต้องแก้ไขให้กลับสู่สภาพเดิมให้มากที่สุด ต่อไปนี้คือ 7 สิ่งที่ควรทำหลังคอมพิวเตอร์ติดไวรัส



1. ตรวจสอบ Anti-Virus แล้วทำการสแกน

เบื้องต้นให้เข้าไปดู Anti-Virus ก่อนว่าทำงานตามปกติหรือไม่ โดยตรวจสอบระบบที่เกี่ยวกับการ Scan (Auto Protect) ทั้งนี้ อาจมีบางกรณีที่ทำให้ระบบไม่ทำงาน เช่น โปรแกรมหมดอายุ หรือไม่ได้รับการอัพเดตมานาน ในกรณีนี้ก็เพียงติดตั้งโปรแกรมใหม่ หรือปรับรุ่น (Update) ให้ทันสมัย แล้วทำการสแกนแบบละเอียด (Deep Scan) ใหม่ทั้งหมด เพื่อค้นหา กักกัน หรือลบทิ้ง เพื่อป้องกันคอมพิวเตอร์ติดไวรัส ต่อไป












2. ดาวน์โหลด Remove Tool

ไวรัสบางประเภท ไม่สามารถกำจัดด้วยโปรแกรมแอนตี้ไวรัสพื้นฐานได้ ได้แก่ไวรัสใหม่ๆ หรือมีพฤติกรรมที่สามารถหลุดรอดการตรวจจับของโปรแกรมได้ ซึ่งอาจต้องพึ่งเครื่องมือนำไวรัสออกจากระบบ เรียกว่า Remove Tools

ส่วนใหญ่จะสามารถดาวน์โหลดเครื่องมือเหล่านี้ได้ จากผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสค่ายต่างๆ เช่น Kaspersky, AVG หรือ AVAST เป็นต้น นับเป็นอีกช่องทาง ที่ช่วยแก้ไขปัญหาไวรัสที่เข้ามาคุกคามได้เป็นอย่างดี








3. ย้ายข้อมูลไปไว้ในที่ปลอดภัย

หากปรากฏว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการติดต่อลุกลามไปยังจุดอื่นๆ อาจต้องย้ายข้อมูลบางส่วนออกไปสำรองไว้ที่อื่น เป็นการสำรองไฟล์เอาไว้เพื่อความปลอดภัย อาจจะใช้เป็นการโยกไปยังไดรฟ์อื่นๆ ที่มีอยู่ในระบบ หรือฮาร์ดดิสก์แบบต่อภายนอก (External Harddisk) แต่ก็ต้องเป็นขั้นตอนหลังจากการสแกนไฟล์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว เท่านั้น เพื่อป้องกันการติดต่อไปยังจุดอื่นๆ ต่อไป ซึ่งในกรณีที่ไดรฟ์หลักติดไวรัส ก็ควรจะต้องสแกนไดรฟ์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน


4. ปรับรุ่น Anti-Virus ให้ทันสมัย

ในกรณีที่ใช้โปรแกรมแบบฟรี หรือที่ติดตั้งมากับระบบปฏิบัติการนั้น อาจไม่เพียงพอ ควรมี Anti Virus ตัวใหม่หรือใช้เป็น Internet Security โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องมีการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์บ่อยๆ เช่น การทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ต การซื้อขาย การโอนเงิน หรือสิ่งใดก็ตาม ที่มีการ Sign-In ด้วยการใส่ User และ Password ก่อนเข้าใช้งาน


5. ตรวจสอบอุปกรณ์บันทึกข้อมูลอื่นๆ
เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะช่วยให้ปลอดภัย เพราะบางกรณี เมื่อสแกนไวรัสเรียบร้อย แต่ไวรัสยังมีค้างอยู่ในอุปกรณ์อื่นๆ เช่น แฟลชไดรฟ์ หรือฮาร์ดดิสก์ต่อภายนอก เมื่อนำอุปกรณ์เหล่านั้นมาเชื่อมต่อกับระบบ แล้วไม่ได้สแกนให้ละเอียดอีกครั้ง ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการติดไวรัสซ้ำอีก ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ การสแกนอุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่มีทั้งหมดในแบบละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะทำการเชื่อมต่อกับระบบหลัก ไม่ว่าจะเป็นการ Copy, Cut, Paste หรืออื่นๆ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและไม่ต้องเสียเวลาในการแก้ไขซ้ำอีก


6. เปลี่ยนรหัสผ่านในการเข้าสู่ระบบ
แนะนำว่าให้ทำการเปลี่ยนชื่อผู้เข้าใช้ (User name) และรหัสผ่าน (Password) ใหม่หลังจากที่มีการสแกนและแก้ไขจากการติดไวรัสไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไวรัสบางประเภทอย่าง เช่น โทรจัน สามารถแฝงตัวเข้ามาเก็บข้อมูลประวัติการเชื่อมต่อต่างๆของผู้ใช้ (Keylogger) ส่งไปยังผู้ไม่หวังดีปลายทาง ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งการเปลี่ยนระบบล็อกอินบ่อยๆ หรืออย่างน้อย 3 เดือนครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าวได้มาก

7. Format Harddisk และติดตั้ง Anti-Virus ใหม่
ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขหรือสแกนได้หมด รวมถึงสงสัยว่าไวรัสยังคงอยู่ในระบบ (เกินเยียวยา) อาจต้องใช้วิธีสุดท้าย คือการล้างฮาร์ดดิสก์ใหม่ทั้งหมด (Format) ซึ่งข้อดีคือ ทำให้สบายใจ และเสมือนเป็นการชำระไฟล์ขยะต่างๆ ไปในตัว และช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็วขึ้น รวมถึงได้เริ่มติดตั้งโปรแกรมใหม่ๆ ที่มีการอัพเดตมากขึ้น

แต่ข้อจำกัดคือ อาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการค่อนข้างนาน รวมถึงต้องมีการติดตั้งโปรแกรมและส่วนประกอบอื่นๆ ลงไปใหม่ ตลอดจนการสำรองข้อมูลก่อนการดำเนินการด้วย






หมายเหตุ
การติดตั้ง Anti Virus มากกว่าหนึ่งตัวในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว อาจดูเหมือนเป็นการช่วยกันสแกนและตรวจจับ แต่ความจริง Anti Virus ส่วนใหญ่ มีหลักการทำงานคล้ายคลึงกัน ดังนั้นการติดตั้งหลายตัว อาจจะไม่ได้ช่วยให้มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่กลายเป็นการใช้พื้นที่และทรัพยากรของคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ดังนั้น การเลือก Anti Virus ที่มั่นใจ และหมั่นอัพเดตให้ทันสมัยอยู่เสมอ จะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด


ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ

http://hitech.sanook.com/1394861/