เทคนิคการชาร์จแบตเตอรี่


การชาร์จแบตเตอรี่ไม่ให้เสื่อมเร็ว


ปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป มักประกอบด้วยแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จไฟได้ ทั้งมือถือ แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ๆ ไม่สามารถถอดแบตเตอรี่ออกมาเปลี่ยนเองได้ ปัญหาที่หลายคนเป็นห่วงจึงเป็นการ กลัวแบตเตอรี่เสื่อม ดังนั้น จึงนำเคล็ดลับวิธีถนอมแบตเตอรี่ ดังนี้

รู้จักกับแบตเตอรี่







ต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่าแบตเตอรี่ที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นแบบ Li-ion และ Li-Polymer ซึ่งทั้งสองแบบมีการทำงานในลักษณะ นับรอบการชาร์จ (Cycle) ไม่ได้นับเป็นจำนวนครั้ง โดยแรงดันในการชาร์จจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1C, 2C และ 3C โดยมีความหมาย ดังนี้
 
1C หมายถึง การชาร์จ ในระดับพลังงานแบตเตอรี่ มากกว่า 65-70%
2C หมายถึง การชาร์จ ในระดับพลังงานแบตเตอรี่ ปานกลาง 35-60%
3C หมายถึง การชาร์จ ในระดับพลังงานแบตเตอรี่ ต่ำกว่า 30%
แบตเตอรี่แบบ Li-Polymer มักมีราคาราคาที่สูง และเบาบางกว่าแบบ Li-ion ในขณะที่ Li-ion มีความหนาแน่นของพลังงานสูงกว่าและราคาถูกกว่า มีความหนักหนามากกว่า โดยทั่วไปแบตเตอรี่แบบ Li-ion ไม่ค่อยถูกใช้มากนัก เพราะทำให้เครื่องมีขนาดหนามากไม่เป็นที่นิยม

ชาร์จแบตเตอรี่ยังไงไม่ให้เสื่อมเร็ว
ต้องปรับพฤติกรรมและความเคยชินบางอย่างเป็นเรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. ควรชาร์จไฟมือถือและแท็บเล็ต เมื่อระดับแบตเตอรี่อยู่ที่ 65-70% (1C) จะดีที่สุด หรือระดับ 35-60%(2C) อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ ซึ่งจากการทดสอบ ระบุว่า หากชาร์จแบตเตอรี่ที่ระดับ 3C จะสามารถชาร์จได้ประมาณ 300 รอบ (Cycle) แต่หากชาร์จที่ระดับ 1C และ 2C จะสามารถชาร์จได้มากกว่า 400-500 รอบ (Cycle) ดังนั้น ไม่ควรชาร์จในขณะที่แบตต่ำกว่า 30% นั่นเอง เพราะมันจะทำให้เสื่อมเร็ว
  2. อย่าใช้แบตจนหมดเกลี้ยงเหลือ 0% หรือในระดับเปิดเครื่องไม่ติด โดยเด็ดขาด เพราะแบตจะเสื่อมไวมาก
  3. ในกรณีที่ไม่ได้ใช้มือถือหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน ควรถอดแบตเตอรี่ออกจากตัวเครื่อง เก็บไว้ในขณะที่มีประจุประมาณ 40% และควรเก็บเอาไว้ในที่เย็น ไม่มีความชื้น แต่ในกรณีที่เครื่องไม่สามารถถอดแบตเตอรี่ออกได้ ให้ปิดเครื่อง (Power Off) ที่ค่า 40% เช่นกัน
  4. มือถือและแท็บเล็ตทั่วไปในปัจจุบัน มีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% แต่หากพลังงานไฟลดลงเพียง 1% ระบบจะเริ่มชาร์จใหม่ทันที สังเกตุได้ว่า ไม่ว่าจะเล่นเกมส์หนักหน่วงเพียงใดก็จะมีไฟเต็มตลอด ดังนั้น เมื่อชาร์จเสร็จ ควรถอดปลั๊กออกเพื่อนำมาใช้งาน และเมื่อถึงระดับ 35-70% จึงนำกลับมาชาร์จใหม่จะดีที่สุด
  5. ควรใช้ที่ชาร์จแบตเตอรี่ของแท้ หรือที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ รวมถึงสายไฟที่ใช้ชาร์จ ที่ควรมีคุณภาพในการนำไฟฟ้าได้ดีเช่นกัน
  6. หลีกเลี่ยงการทำแบตเตอรี่ตกกระแทกพื้น เพราะอาจทำให้สารเคมีในแบตเตอรี่รั่วไหล หรือขั้วแบตอาจหลุดออกมาลัดวงจร ซึ่งจะส่งผลให้จ่ายไฟไม่นิ่ง การใช้งานกับตัวเครื่องมีปัญหา หรือเกิดระเบิดได้
  7. เมื่อจะชาร์จไฟ ควรเสียบที่ชาร์จกับปลั๊กไฟบ้านก่อน แล้วจึงนำหัวชาร์จมาเสียบกับมือถือหรือแท็บเล็ต เพื่อป้องกันไฟกระชาก
Comments