สาเหตุโรคหัวใจ

15 เหตุโรคหัวใจ


1. ไม่รักษาสุขภาพช่องปาก 

สุขภาพปาก และสุขภาพหัวใจ สองสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกัน เพราะในเวลาที่มีการอักเสบภายในเยื่อบุช่องปาก เชื้อโรคต่าง เหล่านี้ จะทะลุทะลวงเข้าไปในร่างกายได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง


2. นอนหลับไม่เพียงพอ

ปัจจุบันคนที่มีโอกาสนอนหลับอย่างเพียงพอมีจำนวนน้อยลง จากเหตุผลนานา เช่น ทำงานดึก หรือใช้ชีวิตกลางคืนมาก การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นการทำร้ายหัวใจด้วย โดยคนที่นอนหลับไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวายได้ ดังนั้น จึงควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน


3. ไม่เคยลาพักร้อน

การทำงานหนักติดต่อกัน อาจให้ผลดีในแง่ความก้าวหน้าและค่า OT แต่สำหรับสุขภาพแล้ว การลาพักร้อนช่วยได้มากกว่า การพักร้อนช่วยให้ได้คลายเครียด และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ ห่างไกลความเครียด อาการซึมเศร้า เหนื่อยง่าย แถมยังมีความสุขในชีวิตแต่งงานมากขึ้นด้วย


4. ไม่รับประทานผักผลไม้

ผักและผลไม้ล้วนมีสารต้านอนุมูลอิสระ ไฟเบอร์ วิตามิน และมีโปแตสเซียมสูง ซึ่งสามารถช่วยควบคุมความดันโลหิตได้ ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้รสเปรี้ยว กล้วย มะเขือเทศ มัน ถั่ว แอปเปิ้ล แตงกวา กะหล่ำปลี จากการศึกษาพบว่า สามารถช่วยลดการเกิดหัวใจวายได้สูงถึง 52 เปอร์เซ็นต์


5. ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ

บางคนเกรงว่าการออกไปรับแสงอาทิตย์มาก จะเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งผิวหนัง แต่อย่างไรก็ตาม แสงแดดก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย และควรเลือกรับแสงแดดในเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังพบว่าแสงแดดมีผลดีต่อจิตใจด้วยเช่นกัน เพราะช่วยให้จิตใจแจ่มใส ปลอดโปร่งมากขึ้น


6. ใช้บริการร้านประเภท Drive-through บ่อย

ลองเปลี่ยนเป็นจอดรถแล้วเดินไปซื้อของที่ต้องการ แทนการใช้บริการแบบ Drive-through ก็สามารถช่วยได้


7. ไม่ยอมตรวจร่างกาย

หากคุณดูสุขภาพดีและไม่ปรากฏสัญญาณใด ของโรคหัวใจเลย ทำให้คุณชะล่าใจและเมินการตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะโรคหัวใจสามารถคร่าชีวิตคุณได้โดยง่าย หลายคนไม่แสดงอาการของโรคมาก่อนเลยด้วย ในกลุ่มผู้มีสุขภาพปกติควรจะเริ่มตรวจเช็คหัวใจตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป ส่วนการตรวจวัดความดันโลหิตควรเช็คทุก 6 เดือน น้ำตาลในเลือดควรเช็คทุก 3 ปี


8. เลือกของว่างผิดประเภท

ขนมถุง มันฝรั่งทอด หรือขนมปังกรอบ เป็นขนมที่มีเกลือและน้ำตาลแฝงอยู่ในปริมาณมาก และช่วยเพิ่มความดันโลหิตของเราได้ รวมถึงค่าไตรกลีเซอไรด์ด้วย นอกจากนั้น ความที่มันมีแต่คาร์โบไฮเดรต คุณจึงมักจะรู้สึกหิวได้ง่ายในเวลาไม่นาน และทำให้คุณต้องรับประทานอาหารมากขึ้น


9. เมินถั่ว

ถั่วเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีอีกแหล่งหนึ่ง และหากรับประทานให้ถูกวิธีก็ไม่ต้องกังวลกับไขมันอิ่มตัว แถมยังมีไฟเบอร์ที่ดีต่อร่างกาย และช่วยลดคลอเลสเตอรอลได้ด้วย แต่สำหรับประเทศไทย อาจต้องพิจารณาเลือกแหล่งที่มาของถั่วให้สะอาด และปลอดจากเชื้อราด้วย


10. ใช้เครื่องปรุงรสเยอะ

การบริโภคสารปรุงรสจำนวนมากอาจทำให้ร่างกายด้รับเกลือมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากขึ้น


11. ดื่มน้ำอัดลม

น้ำอัดลม เครื่องดื่มประเภทบำรุงร่างกาย เหล่านี้เป็นตัวเพิ่มน้ำตาลให้กับร่างกาย ผู้หญิงไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผู้ชายไม่ควรเกิน 8 ช้อนชาต่อวัน แต่ในน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มรสหวานเหล่านั้น บางขวดมีน้ำตาลเกิน 8 ช้อนชาด้วยซ้ำ


12. ไม่มีเวลาให้ครอบครัว

การมีงานทำจนยุ่ง อาจเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบางคน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องยุ่งอยู่แต่กับงานตลอดสัปดาห์ การได้กลับมาพบหน้าครอบครัว พบหน้าคนที่รักช่วยยืดอายุให้กับหัวใจได้ อย่าปล่อยให้ตนเองรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ และโดยมากผู้ที่บอกตัวเองเช่นนี้มักจะเป็นผู้หญิงด้วย


13. ครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ

การจะทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากน้อยแค่ไหน บางทีอาจต้องพิจารณาจากประวัติของบุคคลในครอบครัวร่วมด้วย และไม่เฉพาะพ่อแม่ หากพี่หรือน้องของคุณมีสัญญาณของอาการดังกล่าว คุณเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น นอกจากนั้น ญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดอย่างปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา ก็เช่นกัน หากพวกเขาเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว ให้พิจารณาถึงไลฟ์สไตล์ของคนเหล่านี้ร่วมด้วย


14. พยายามทำสิ่งต่าง ในเวลาเดียวกัน

โดยเฉพาะคุณแม่บ้านซึ่งบางทีมีงานล้นมือเกินกว่าจะจัดการให้เสร็จทัน ในเวลาที่มีอยู่ พวกเธอจึงพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อม กัน และหลายคนก็สามารถทำได้ดี แต่นั่นอาจหมายถึงการทำงาน "มาก" เกินไป และทำให้เกิดความเครียดได้มาก ซึ่งส่งผลต่อหัวใจของเราในที่สุด


15. ไม่บอกใครว่าต้องการความช่วยเหลือ

หากคุณกำลังมีปัญหาสุขภาพ และต้องการลด ละ เลิกพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น เช่น เลิกดื่มเหล้า เลิกสูบบุหรี่ เลิกรับประทานขนมหวาน การหักดิบด้วยตัวเองแบบเงียบ อาจไม่เป็นผลดี เพราะวันใดที่จิตใจคุณอ่อนแอ คุณอาจหันไปหาสิ่งเหล่านั้นได้โดยง่าย ทางที่ดีกว่าคือการบอกกับคนรอบข้าง หรือคนในครอบครัวให้พวกเขารับทราบด้วย ว่าคุณกำลังจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อที่เขาเหล่านั้นจะได้ช่วยสนับสนุน ให้กำลังใจ และไม่ซื้อสิ่งที่อาจทำให้คุณตบะแตกมาฝาก


ivillage.com