หน้ากากอนามัย


ความรู้เกี่ยวกับหน้ากากอนามัย
หน้ากากอนามัย (Protective Mask) มีหลายชนิด การเลือกใช้อย่างเหมาะสมจะสามารถป้องกันการติดเชื้อทางเดินระบบหายใจ และสามารถป้องกันอันตรายจากพิษของฝุ่นบางประเภทได้ด้วย

ประเภทของหน้ากากอนามัย

  • หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น สามารถกรองฝุ่น ป้องกันของเหลวซึมผ่าน ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจากการไอหรือจาม ป้องกันเชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อรา สำหรับเชื้อไวรัส ซึ่งอาจไม่สามารถป้องกันเชื้อที่มีอนุภาคเล็กมากในระดับไมครอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ
  • หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าฝ้าย ป้องกันฝุ่นละออง และการกระจายของน้ำมูกหรือน้ำลายจากการไอจาม ไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากๆ ได้ สามารถซักทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค นำกลับมาใช้ใหม่ได้
  • หน้ากากอนามัยชนิด N95 สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดี ป้องกันได้ทั้งฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน มีอายุการใช้งานนานประมาณ 3 สัปดาห์ แต่อาจรู้สึกอึดอัดเวลาสวมใส่ เนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการกรองอากาศมีความละเอียดมาก

หน้ากากอนามัย ตามมาตรฐานประเทศในแถบยุโรปตามลักษณะภายนอก

  • ชนิดคลุมเต็มใบหน้า (Full Face Mask) เมื่อสวมใส่แล้ว จะครอบคลุมทั่วทั้งใบหน้า
  • ชนิดคลุมครึ่งใบหน้า (Half face Mask) เมื่อสวมใส่แล้ว จะครอบคลุมบริเวณ จมูก ปากและคาง
  • ชนิดคลุม ¼ ของใบหน้า (Quarter Face Mask) เมื่อสวมใส่แล้ว จะครอบคลุมเฉพาะบริเวณ จมูก และปาก

หน้ากากอนามัย ตามลักษณะการใช้งาน

  • หน้ากากป้องกันก๊าซพิษ เช่น หน้ากากคาร์บอนฟิลเตอร์ ความสามารถในการป้องกันก๊าซพิษ โดยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของฟิลเตอร์ที่นำมาใช้
  • หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง ผลิตจากเยื่อกระดาษ หรือผ้า อาจมีหรือไม่มีฟิลเตอร์ก็ได้ สำหรับบุคคลที่ประกอบอาชีพท่ามกลางฝุ่น เช่น ในโรงงานปูนซีเมนต์ โม่หิน หรือในโรงงานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์ ที่ต้องระมัดระวังเรื่องฝุ่นละอองเป็นพิเศษ หรือแม่บ้านสวมใส่ขณะทำความสะอาดบ้าน เชื้อโรคที่มีขนาดใหญ่กว่า Pore size จะถูกกรองไว้ จะมีชนิด N,R,P ซึ่งจะมีหรือไม่มีช่องสำหรับหายใจออก exhalation valve ก็ได้
ข้อดี ของหน้ากากชนิดนี้คือ ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาด (ใช้แล้วทิ้ง) ทั้งยังมีน้ำหนักเบาและสวมใส่ง่าย
ข้อจำกัด ของฟิลเตอร์ชนิดนี้คือ มักทำให้หายใจลำบาก เนื่องจากมีการถ่ายเทอากาศไม่ดีนัก เพราะ Pore size ขนาดเล็กปิดกั้นไว้ ทำให้ไม่สามารถสวมใส่เป็นเวลานานๆ ได้ หน้ากากชนิดนี้จะกรองเชื้อได้แตกต่างกัน เช่น N95 สามารถกรองเชื้อที่มีขนาดอนุภาคใหญ่กว่า 300 นาโนเมตร หรือ 0.3 ไมครอนได้ 95% ซึ่งแบคทีเรียและไวรัสส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่า 300 นาโนเมตร จึงสามารถผ่านเข้าไปได้
  • หน้ากากที่ใช้สวมในขณะผ่าตัด (Surgical mask) เป็นหน้ากากที่สวมขณะผ่าตัด เพื่อป้องกันเลือด หรือเสมหะของผู้ป่วย ที่อาจกระเด็นเข้าปากและจมูกของแพทย์ขณะผ่าตัด และป้องกันเสมหะหรือน้ำลายของแพทย์ ที่จะไปปนเปื้อนบริเวณที่จะผ่าตัด ไม่ควรนำหน้ากากนี้ไปใช้กับคนที่ป่วยเป็นวัณโรค หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ เพราะไม่สามารถป้องกันได้
  • หน้ากากชนิดเปลี่ยนไส้กรอง เป็นหน้ากากที่สามารถเปลี่ยนไส้กรองอากาศได้ (นำกลับมาใช้ใหม่ได้) แต่ต้องหมั่นทำความสะอาด หน้ากากชนิดนี้มีน้ำหนักเบา ใช้ได้สะดวก เนื่องจากทำด้วยยาง จึงใช้ได้นาน สามารถเปลี่ยนไส้กรองเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่จะทำให้สื่อสารพูดคุยกับคนอื่นลำบาก และไม่สามารถใช้ในห้องผ่าตัดได้
  • หน้ากากชนิดที่มีอากาศหายใจ เป็นหน้ากากที่มีมอเตอร์ดูดอากาศจากสิ่งแวดล้อม ผ่านเครื่องกรองอากาศ แล้วส่งผ่านไปยังภายในหน้ากาก
  • หน้ากากป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ (Respiratory Protective Mask) เป็นหน้ากากที่ออกแบบมาให้มีคุณสมบัติในการป้องกันการติดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ หน้ากากชนิดนี้ต้องมีฟิลเตอร์ หรือระบบกรองเชื้อโรค ซึ่งมีทั้งแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือสามารถซักล้างและนำกลับมาใช้ได้ใหม่ โดยระบบการกรองนั้นจะแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของฟิลเตอร์ ได้แก่
ก. ระบบการกรองเชื้อโดยอาศัยช่องว่าง (Pore size) ขนาดเล็กของฟิลเตอร์ในการกรองอนุภาคขนาดเล็ก
ข. ระบบการกรองโดยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic) โดยการเคลือบสารไฮดรอกซีอะพาไทต์ลงบนฟิลเตอร์ ซึ่งสารชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็น Electrostatic สามารถกรองเชื้อไวรัสได้มากกว่า 98 % (98% Viral Filtration Efficiency) ทดสอบโดยห้องปฏิบัติการ Nelson Laboratories ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชื่อเสียงในการทดสอบคุณสมบัติการกรองของฟิลเตอร์

ข้อดี ของหน้ากากชนิดนี้คือ ทำให้หายใจสะดวก เนื่องจากระบบการกรองเป็น Electrostatic ไม่ใช้ Pore size ขนาดเล็กเป็นตัวกรองเชื้อ สามารถสวมใส่ได้เป็นเวลานาน น้ำหนักเบา และฟิลเตอร์นี้สามารถซักล้างได้ โดยยังคงคุณสมบัติในการกรองเชื้ออยู่ และแน่ใจได้ว่าสารไฮดรอกซีอะพาไทต์ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย เนื่องจากสารชนิดนี้เป็นโมเลกุลชนิดเดียวกับโมเลกุลที่เป็นโครงสร้างของกระดูก สามารสวมใส่ได้โดยทั่วไป รวมทั้งในห้องปฏิบัติการโรคติดเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคมายังผู้ปฏิบัติงาน

วิธีใช้หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

เนื่องจากปัจจุบัน แต่ละบริษัทต่างผลิตหน้ากากกในรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้น ไม่ควรสังเกตุเรื่องสีของแต่ละด้านของหน้ากาก แต่ให้ดูคำแนะนำในการใช้งานแทน ในกรณีที่ไม่มีคำแนะนำ ให้สังเกตุจากการติดสายคล้องหูแทน โดยสังเกตุว่า สายคล้องหูแปะอยู่ที่ด้านใด ให้ใช้ด้านนั้นสัมผัสกับใบหน้าของเรา นั่นคือ เมื่อสวมใส่ ผู้อื่นจะมองเห็นหน้ากากอนามัยอยู่ด้านหน้าบังทับสายคล้องหู ให้ด้านที่มีลวดตามขอบแนวขวาง อยู่ด้านบนเสมอ โดยจัดให้แนบตามรูปจมูกของผู้สวมใส่

หากใส่เพื่อ "ป้องกันเชื้อจากผู้อื่นมาสู่ตน" ให้พลิก "ด้านสีเขียวอ่อนไว้ด้านนอก"
หากใส่เพื่อ "ป้องกันเชื้อไปสู่ผู้อื่น" (ตนเองเป็นผู้ป่วย) ให้พลิก "ด้านสีเขียวไว้ด้านใน"

อย่างไรก็ตาม วิธีที่ปลอดภัยจากการติดเชื้อไข้หวัดที่ดีคือ ใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือเป็นประจำ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ