กินถั่วให้ได้ประโยชน์

พืชตระกูลถั่วมีหลากหลายชนิด การกินถั่วไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เพราะถั่วเป็นอาหารที่ค่อนข้างย่อยยาก และหารบริโภคไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

“นิตยสารหมอชาวบ้าน” ได้แนะนำการกินถั่วให้ถูกวิธีและให้ได้ประโยชน์มา 8 ข้อ ดังนี้
  1. สำหรับผู้ที่พึ่งหัดกินถั่ว หรือไม่ได้กินถั่วเป็นประจำ ให้เริ่มกินแต่น้อยๆ เช่น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากนั้นจึงค่อยเพิ่มความถี่ให้มากขึ้น เพื่อให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายปรับตัว
  2. ควรแช่เมล็ดถั่วในน้ำเปล่า เป็นเวลา 12 - 24 ชั่วโมง ก่อนนำไปปรุงอาหาร จะช่วยให้แป้งหรือ oligo-saccharide บางส่วนที่ย่อยยากนั้นสามารถย่อยได้มากขึ้น
  3. เลือกชนิดของถั่วที่กิน ทั้งนี้ ถั่วแต่ละชนิดทำให้เกิดแก๊สไม่เท่ากัน เช่น ถั่วขาวและถั่วเหลืองมีแก๊สมาก ถั่วดำ ถั่วแดง และถั่วเขียว มีแก๊สน้อยกว่า นอกจากนี้ “ถั่วเมล็ดแห้ง” ก็จะทำให้เกิดแก๊สในท้องได้มากกว่าถั่วสำเร็จรูปที่บรรจุกระป๋อง
  4. เคี้ยวให้ละเอียดให้มากที่สุด เพราะเอนไซม์ในน้ำลาย จะทำหน้าที่ช่วยย่อยแป้งได้ดี
  5. ในถั่วมีกรดไฟติก หรือไฟเทต ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็ก สังกะสี และแคลเซียม ดังนั้น จึงควรกินถั่วที่ปรุงสุกแล้ว ถั่วที่ผ่านการงอก หรือกระบวนการหมักมาแล้ว เพื่อลดปริมาณสารไฟเทต
  6. ปริมาณที่แนะนำในการกินถั่วคือ ครึ่งถ้วย หรือ 64 กรัม และควรกินให้ได้ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์
  7. เลือกถั่วที่ผลิตใหม่ๆ เมล็ดสมบูรณ์ ไม่ลีบ ไม่ฝ่อ หรือไม่มีการกัดแทะของแมลง โดยเฉพาะถั่วลิสงจะมีเชื้อรา “อะฟลาท็อกซิน” จะขึ้นได้ง่าย หากเมล็ดของถั่วมีการแตกหัก หรือมีความชื้นสูง ดังนั้น ไม่ควรซื้อถั่วเก็บไว้เป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราหรือสร้างสารพิษอะฟลาท็อกซินได้
  8. ผู้มีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรืออาการไม่พึงประสงค์หลังกินถั่วเมล็ดแห้ง หากปฏิบัติตามข้อ 1, 2 และ 3 แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจเลือกกินถั่วในรูปแบบที่ผ่านกระบวนการงอก หรือผ่านกระบวนการหมักมาแล้ว จะทำให้อาการดีขึ้น
นี่คือ 8 ข้อควรรู้ในการกิน “ถั่ว” ให้ถูกวิธี ไม่ว่าอาหารชนิดใด หากกินในปริมาณที่มากเกินไป หรือกินไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายได้ ดังนั้น จึงควรกินในปริมาณที่พอดี เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ