เลิกสูบบุหรี่

ทำไมถึงต้องเลิกสูบบุหรี่


แม้ว่าฤทธิ์ของสารนิโคตินในบุหรี่ จะทำให้ผู้คนหลงใหลเพียงใด แต่ทันทีที่บุหรี่ถูกจุดขึ้น การเผาไหม้ของมวนบุหรี่ จะทำให้เกิดสารเคมีกว่า 4,000 ชนิด เป็นสารพิษมากกว่า 250 ชนิด และอีกกว่า 50 ชนิด เป็นสิ่งที่วงการแพทย์ระบุว่า เป็นสารก่อมะเร็ง

สารพิษหลัก ได้แก่

1. นิโคติน
สารเสพติดตัวร้าย และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนติดบุหรี่ ในระยะแรก นิโคตินจะออกฤทิธิ์กระตุ้นสมอง แต่ต่อมาจะออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้รู้สึกมึนงง ทำให้ไขมัน LDL Cholesterol ในเลือกสูงขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดสอมงตีบหรือแตกได้

2. น้ำมันดิน
สารก่อมะเร็งชนิดร้ายแรง โดยร้อยละ 50 จะสะสมจับตัวอยู่ที่ปิดในบริเวณถุงลม ทำให้ผู้สูบบุหรี่เกิดอาการระคายเคืองในช่องจมูก ในลำคอ หลอดลม และปอด เกิดถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด และอาการไอแบบมีเสมหะเรื้อรัง

3. ไฮโดรเจนไซนาไนด์ และสารไซยาไนด์
ก๊าซพิษชนิดเดียวกับที่ใช้ในสงคราม และใช้เบื่อหนู ออกฤทธิ์ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้ไอ และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน หากได้รับปริมาณมาก จะทำให้หัวใจหยุดเต้น หรือเป็นอัมพาตได้

4. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
ก๊าซพิษชนิดเดียวกับที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย ทำหน้าที่ขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง เมื่อสูบบุหรี่มากขึ้น จะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย และอาจหยุดหายใจได้ในที่สุด

ผู้หญิงกับบุหรี่

จากรายงานผลการศึกษาชิ้นหนึ่ง ที่ตีพิมพ์ในวารสารแลนเซ็ต ซึ่งติดตามผลการศึกษาในผู้หญิงอังกฤษอายุระหว่าง 50-65 ปี กว่า 1,000,000 คนต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยแบ่งผู้หญิงออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก ได้แก่ผู้หญิงที่สูบบุหรี่ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ 20%
กลุ่มสอง ได้แก่ผู้หญิงที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว 28%
กลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มผู้หญิงที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย มีอยู่ 58%

สิ่งที่ทีมงานศึกษาพบคือ สตรีที่เลิกสูบบุหรี่ก่อนอายุ 30 ปี มีโอกาสรอดตายก่อนวัยอันควร สูงกว่า 97% ขณะที่การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงอายุสั้นไป 10 ปี และจากผลการศึกษานี้ ยังระบุด้วยว่า 2 ใน 3 ของสตรีที่เสียชีวิตในวัย 50 เศษ 60 เศษ และ 70 เศษ ล้วนมีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ทั้งนั้น

"ถ้าผู้หญิงสูบบุหรี่เหมือนผู้ชาย พวกเธอจะตายเหมือนผู้ชาย แต่ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายที่เลิกสูบบุหรี่ก่อนวัยกลางคน จะอายุยืนขึ้นอีก 10 ปี" ริชาร์ด เปโต อาจารย์ด้านสถิติทางการแพทย์ และโรคระบาดวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อังกฤษ ผู้ร่วมทำการศึกษากับ ราเชล ฮักลีย์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา กล่าว

นอกจากนั้น รายงานการศึกษาของ สแตนตัน แกลนซ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและวิจัยการควบคุมการสูบบุหรี่ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ยังระบุด้วยว่า หลังจากที่หลายรัฐในสหรัฐ และหลายประเทศทั่วโลก มีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในหลายพื้นที่ เช่น พื้นที่สาธารณะ และในสำนักงาน ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลที่ได้จากโรงพยาบาลหลายประเทศทั่วโลก พบว่า มีผู้ป่วยที่เข้าไปรักษาตัวด้วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคภูมิแพ้ มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาทิ ผู้ป่วยโรคหัวใจ มีสถิติลดลง 15% ส่วนผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ มีสถิติลดลง 16% และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ลดลงราว 24%


ข้อมูลบางส่วนจาก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1351913539