ร้อนใน

ความรู้เรื่องร้อนใน
การแพทย์แผนจีน อธิบายว่า ร้อนใน หมายถึง กลุ่มอาการที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยที่ทำให้ร่างกายไม่สมดุล โดยมีความเป็น หยางมากกว่าหยิน (หยางแกร่ง) ซึ่งมักจะเกิดบ่อยกับผู้ที่มีภาวะหยินพร่อง ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่มีโรคร้อนใน

อาการใดบ้าง คือ อาการร้อนใน

ร้อนในไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น อาการตัวร้อน อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับร้อนในก็ได้ มีผู้เข้าใจว่าเป็นเพียงอาการเป็นแผลในปาก ที่ลักษณะเป็นวง ตรงกลางจะมีเยื่อสีขาวบางๆ ขอบจะบวมแดงและเจ็บที่แผลแบบปวดแสบปวดร้อน ซึ่งเป็นเพียงตัวบ่งชี้หนึ่งของอาการร้อนใน

อาการร้อนใน มีตั้งแต่ มีขี้ตามาก หรือตาแฉะ (ร้อนในตับ) ตกหมอน (ร้อนในที่เกิดกับเส้นเอ็นข้างคอ) แผลร้อนในอาจเกิดขึ้นที่ลิ้น ด้านในริมฝีปาก ในลำคอ หรือ กระพุ้งแก้ม ลิ้นแตก ลมหายใจร้อน ลมหายใจเหม็น (Halitosis) เหงือกบวม คอแห้ง ปากขม กระหายน้ำบ่อยๆ เจ็บคอหรือระคายเคืองคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ บางครั้งมีเสมหะ ไอ มีเสมหะข้นเขียวๆ เหลืองๆ ท้องผูก ถ่ายลำบาก อุจจาระสีคล้ำ แต่บางครั้งก็ถ่ายเหลวและมีลม เมื่อยตามเนื้อตัว ครั่นเนื้อครั่นตัว ตัวรุมๆ หากอาการหนักก็อาจเป็นไข้

ถ้ามีทั้งอาการเจ็บคอ เวียนศีรษะ ตัวร้อน มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว เรียกว่า อาการหวัดร้อน นั่นก็คือไข้หวัดใหญ่ โดยเมื่อคนเราร้อนใน ก็จะทำให้ภูมิต้านทานลดลง
จึงทำให้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดได้ง่ายขึ้น เพราะเชื้อไวรัสหวัดก็มีอยู่ทั่วไปหลายสายพันธุ์

สาเหตุที่จะทำให้เกิดอาการร้อนในเรื้อรัง

1. กรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนด
ร่างกายแต่ละคนมี หยิน-หยาง ต่างกัน ถ้าคนมีลักษณะเป็นหยางมากกว่าอิน แล้วกินอาหารที่เป็นหยางเข้าไป ทำให้หยางในร่างกายเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดอาการร้อนใน

2. อาหาร
อาหารประเภทหยาง มักมีรสเผ็ด รสที่ค่อนข้างจัดหรือเข้มข้น หรืออาหารทอดทุกประเภท ถ้าเป็นพวกผลไม้ก็เช่น ลำไย เงาะ ทุเรียน ลิ้นจี่ หรือข้าวเหนียว ถือว่าเป็นหยางหมด ส่วนอาหาร ประเภทหยิน ก็คืออาหารชนิดที่กินเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกชุ่มคอ รู้สึกสบาย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น พวกผักชนิดต่างๆ

3. อากาศ
ฤดูกาลที่เปลี่ยน มักจะมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดอินกับหยางในลักษณะที่ต่างกัน เช่น ฤดูร้อน ความเป็นหยางจะสูง เพราะอากาศร้อน ถ้าหากร่างกายเป็นหยาง กินอาหารหยาง แล้วก็มาเจอหน้าร้อนเป็นหยางเข้า ก็จะทำให้เกิดอาการร้อนใน ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า เมื่ออากาศเปลี่ยน บางคนจะไม่สบาย หรือเป็นไข้หวัดใหญ่ นั่นเพราะพื้นฐานของร่างกายแต่ละคนและพฤติกรรมต่างกัน

4. การอดนอน
นอนดึก พักผ่อนน้อย เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการร้อนในเรื้อรัง เพราะทฤษฎีแพทย์แผนจีนจะจัดช่วงเวลากลางวันเป็นหยาง เวลากลางคืนเป็นหยิน เมื่ออดนอน หรือนอนดึก ก็ทำให้ขาดการรับพลังหยิน จึงทำให้หยางกำเริบและเกิดเป็นร้อนในเรื้อรังได้

วิธีป้องกันไม่ให้ร้อนในเรื้อรัง

วิธีจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนใน ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม นั่นคือ จะต้องรู้ร่างกายของตัวเองก่อน ว่าเป็นหยินหรือเป็นหยางมากกว่ากัน ตอนนี้อากาศเป็นอย่างไร จะกินอาหารอะไร จึงจะสอดคล้องกัน คือพยายามปรับสมดุลให้ได้ อาการร้อนใน ก็จะไม่เกิดขึ้น

สำหรับคนที่มีอาการร้อนในไม่มาก วิธีแก้ไขคือ การกินอาหาร เช่น มะระ ฟักเขียว ผักต่างๆ ซึ่งอาจจะนำมาต้ม เป็นน้ำแกง โดยใส่เนื้อต่างๆ ลงไปด้วย หรือจะลวกกินก็ได้ เมื่อรู้หลักการหรือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว ก็สามารถจะกินอาหารได้โดยไม่มีปัญหา
  • ตัวอย่างอาหารที่มีลักษณะเป็นหยิน
สาลี่ มังคุด ปู เป็ด ห่าน กล้วย ถั่วเขียว เต้าหู้ แตงกวา ส้ม ฟักทอง เกลือ ผักโขม อ้อย ส้มจีน แตงโม มะเขือเทศ คึ่นฉ่าย น้ำมะพร้าว องุ่น มะกอก สับปะรด ผักกาดหอม ลูกพลับ เม็ดแมงลัก ฟัก
  • ตัวอย่างอาหารที่มีลักษณะเป็นหยาง
ของทอด ทุเรียน ลำไย ขนุน ลิ้นจี่ เงาะ ลองกอง ลังสาด อบเชย ดีปลี ละมุด พริก กระเทียม ขิง หอม พริกไทย ใบโหระพา ใบแมงลัก เนื้อมะพร้าว เนื้อวัว หมู ไก่ แพะ สุนัข งู ข้าวเหนียว

แต่ถ้าคนที่เป็นร้อนในเรื้อรัง ร้อนในบ่อย หรือมีอาการหนัก จะต้องรักษาด้วยการให้ยาบำรุงหยิน จึงจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ แต่ต้องใช้เวลา เพื่อค่อยๆ เสริมหยิน เมื่อร่างกายได้สมดุล อาการที่ร้อนในบ่อย หรือร้อนในเรื้อรังก็จะลดน้อยลง ห้ามรับประทานยาบำรุง เพราะยาบำรุงทั่วไปมักจะบำรุงหยาง ซึ่งไม่เหมาะกับคนที่หยินพร่อง