ยศศักดิ์น่าขบขัน

ยศศักดิ์น่าขบขัน

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ตอนนั้นสมเด็จฯ โต เป็นมหาโต มีอันต้องจาริกไปตามป่าลำเนาไพร ดงพญาไฟ ทั้งยังได้ข้ามไปประเทศลาวและเขมรอีก รวมเวลาที่เข้าป่าได้ 25 ปี ตลอดเวลาที่รัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์

ในช่วงนี้ ท่านได้ฝึกฝนอบรมเป็นอย่างดี ทำให้ท่านลึกซึ้งในพระธรรมมากขึ้น
เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 ก็ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์

พระองค์ทรงประกาศตามหาตัวมหาโต พระที่มีรูปร่างผอมๆ หน้าตาคล้ายมหาโต ถูกนำเข้าเมืองหลวงเป็นจำนวนมาก ข่าวการตามหาพระมหาโต ดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ชาวบ้านต่างรู้ว่า พระเจ้าแผ่นดินสั่งให้ตามหามหาโต

สมเด็จฯ โต ในฐานะมหาโต ได้ฟังข่าวจากชาวบ้าน ก็อุทานว่า
“กูหนีมา 25 ปี ทำไมเพิ่งมาประกาศตามหา” เนื่องจากท่านไม่รู้ว่า บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ไม่ใช่รัชกาลที่ 3 ที่ประกาศจับท่าน

เมื่อไต่ถามได้ความว่าเปลี่ยนแผ่นดินแล้ว ท่านก็ปรากฏตัวที่บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น บอกให้ตำรวจช่วยนำท่านเข้าบางกอก

เมื่อเข้าเฝ้า รัชกาลที่ 4 ทรงตรัสถามว่า
“เป็นสมัยของฉันปกครองแผ่นดินแล้ว ท่านต้องช่วยฉัน พยุงพระบวรพุทธศาสนาด้วยกัน”

ต่อมารัชกาลที่ 4 มีพระบรมราชโองการ ให้กรมสังฆการี วางฎีกา ตั้งพระราชาคณะตามธรรมเนียม พระมหาเข้าไปตามฎีกานิมนต์ จึงทรงถวายสัญญาบัตรตาลปัตรแฉกหักทองด้ามงา เป็นพระราชาคณะที่ พระธรรมกิตติ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม

เมื่อออกจากวังแล้ว ท่านเดินแบกพัดไปถึงบางขุนพรม บางลำพู เพื่ออำลาญาติโยมที่รู้จักกัน แล้วกลับไปวัดมหาธาตุ ร่ำลาพระภิกษุสงฆ์ แล้วลงเรือข้ามไปวัดระฆัง
ท่านเดินแบกตาลปัตรพัดแฉก สะพายถุงย่ามสัญญาบัตร เครื่องอัฐบริขาร กาน้ำเหล่านี้ เต็มไม้เต็มมือท่าน ดูพะรุงพะรัง เก้ๆ กังๆ
ท่านได้นำพัดยศที่ได้รับพระราชทานมา นั่งเรือแจวให้พาไปที่วัดระฆังฯ ระหว่างทางพายเรือเข้าคลอง น้ำในคลองแห้ง ทำให้ท้องเรือติดโคลน พายไม่ไป ขรัวโตจึงลงจากเรือ ไปช่วยคนแจวเข็นเรือ

ชาวบ้านเห็นเข้า ก็ร้องบอกกันว่า ดูนั่น ขรัวโตเจ้าอาวาส พระราชาคณะ ลงไปเข็นเรือ
ขรัวโตได้ยินก็ร้องตอบกลับไปว่า "พระราชาคณะนั่นอยู่ในเรือ ส่วนที่เข็นเรืออยู่นี่เป็นขรัวโตจ้ะ"