อานิสงส์ของการสวดมนต์

อานิสงส์ของการสวดมนต์
บันทึกคำกล่าว (เทศน์) โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ในงานของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ที่ได้นิมนต์ท่านมาเทศน์ที่บ้าน

ครั้นพลบค่ำ สมเด็จโต พร้อมลูกศิษย์ ได้เดินทางจากวัดระฆัง มายังบ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยา

สมเด็จโต ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ กล่าวบูชาพระรัตนตรัย เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์ เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์ ดังนี้

อาตมา ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร สมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูตผีวิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น

อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้น อาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนตร์คาถาอาคมใดเลย นอกจากคำว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ


ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น มีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย

อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวาย ตามกำลังที่เขาจะพอทำได้ อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น อาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์

มีชาวบ้านผู้หนึ่ง ได้เข้ามาสนทนากับอาตมา หลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้น อาตมาทราบชื่อภายหลังว่า ชื่อนายผล นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทมนตร์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทมนตร์คาถาอาคมกับพระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ

เขาเล่าให้อาตมาฟังว่า เขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน โดยมิได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบว่า ภิกษุรูปนั้นจะมีวิชาอาคมแก่กล้า  สามารถต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่

นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตมาถึง 7 วัน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพราย เข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมา ก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย

วันนี้จึงได้มากราบ เพื่อสนทนา แลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่า ตัวอาตมาเอง ไม่ได้ศึกษาพระเวทมนตร์คาถา หรือคุณไสยใดใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อ

ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ ไฉนอำนาจคุณไสยดำ ที่ส่งมาจึงกลับไปยังเขา ซึ่งเป็นผู้กระทำ ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้ อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริงๆ ทำให้นายผลสงสัยยิ่งนัก

อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาจะสวดแต่คำว่า

พุทธังสะระณัง คัจฉามิ
ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอจง ...

อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ

นายผล เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยุดการสวดมนต์สัก 1 คืน จะได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่า การสวดมนต์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่าน หรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนตร์คาถาในภูตผีปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่

ข้าพเจ้าขอรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่านอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เท่านั้น

อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผล ว่า คืนนี้จะไม่สวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป

ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ อาตมาก็เข้านอน โดยมิได้สวดมนตร์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ เมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงกุกกัก ดังขึ้น
จึงได้จุดเทียน และพบตะขาบตัวใหญ่ยาว กำลังเลื้อยเข้ามาใกล้ตัวอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจ และด้วยสัญชาติญาณ จึงกล่าวคำสวดมนต์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกัก และตะขาบที่อยู่ข้างหน้า ก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ

ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพำนักอยู่
อาตมาบอกไปว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนา ตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป

นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทมนตร์คาถา และคุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้า มิอาจทำร้ายท่านได้ ด้วยเพราะอำนาจแห่งการสวดมนตร์ภาวนาของท่าน เป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆ ได้จริงๆ

ที่อาตมาได้เล่าให้ท่านทั้งหลายได้ฟังในที่นี้ เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการสวดมนตร์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนตร์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน

สมเด็จโต ได้กล่าวว่ายังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามาก หรือฟังไม่รู้เรื่อง
การสวดมนต์ เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระองค์มีคุณวิเศษอย่างไร พระธรรมคำสอนของพระองค์ มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร

การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจ จนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ จะเป็นคุณอย่างยิ่ง ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ จะทำให้ท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี 5 โอกาสด้วยกัน คือ

1. เมื่อฟังธรรม
2. เมื่อแสดงธรรม
3. เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์
4. เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
5. เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ

การสวดมนต์ในตอนเช้า และตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น 2 เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม

การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจ ที่เศร้าหมองให้หมดไป เพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อม ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 คือ

1. กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม
2. ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
3. วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอขมาในการผิดพลาด

หากมีและกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่งนี้ เราเรียกว่า การสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดที่เดียว

อาตมาภาพ ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า หากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน
การสวดมนต์นั้น ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดังพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตผู้อื่น

ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์ จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิตเรา ทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวด เกิดสมาธิและปัญญาในจิตใจของผู้สวด

ที่ว่าประโยชน์แก่จิตผู้อื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์ จะพลอยได้เกิดความรู้ เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย

เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่างๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา ทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตราย ได้อย่างดีเยี่ยม

การสวดมนต์ เป็นการระลึกถึง ...

พระพุทธคุณ
พระธรรมคุณ
พระสังฆคุณ

เมื่อจิตมีที่พึ่ง คือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี ภัยอันตรายใดๆ ก็จะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล