พระพุทธรูปปริศนาธรรมะ

ธรรมะปริศนาจากพระพุทธรูป
พระพุทธรูป แฝงข้อคิดอันประเสริฐ 5 ประการ

1. พระเศียรแหลม
พระเศียรแหลม หมายถึง สติปัญญาที่เฉียบแหลมในการดำเนินชีวิต สอนให้เราใช้ชีวิตและรู้จักแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสติปัญญาไม่ใช่ใช้แต่อารมณ์ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่มีอะไรแก้ไขไม่ได้ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ แก้ไข ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ แล้วความผิดพลาดจะเกิดขึ้นน้อย หรือแม้เกิดขึ้น เราก็จะเรียนรู้จากมันได้อย่างรวดเร็ว

ปัญญาคือที่สุดแห่งธรรม หากมีปัญญา ชีวิตจะไม่มีปัญหา เพราะทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาจะกลายเป็นเครื่องมือ ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาจิตใจได้เสมอ

2. พระกรรณยาน
พระหูยาน หมายถึง ให้ชาวพุทธเป็นคนหูหนัก มีความหนักแน่นมั่นคง ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่หมั่นคิดพิจารณาไตร่ตรองด้วยสติปัญญา แล้วจึงเชื่อในหลักฐานและข้อพิสูจน์ ที่ตัวเองได้นำไปทดสอบแล้ว

คนเราต้องเชื่อมั่นในหลักเหตุและผล (Cause & Effect) เชื่อว่าบุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้รับผลเช่นนั้น เชื่อว่าสุดท้ายคนๆ เดียวที่จะสามารถทำให้เราสุขหรือทุกข์ ดีหรือเลวได้คือตัวเราเอง และชีวิตเราจะเสื่อมทรามหรือเจริญรุ่งเรือง ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจภายนอกหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดใด แต่ขึ้นอยู่กับความคิด คำพูด และการกระทำของเราเอง

ฉะนั้น ในการใช้ชีวิตให้มีความสุขุมเยือกเย็น มีสติ และมีเหตุผลไว้ อย่าปล่อยใจไปยึดตามสิ่งที่ได้ยิน เชื่อตามคนอื่น หรือตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น ลองพิสูจน์สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองเสียก่อนจะเชื่อ ตามหลัก “กาลามสูตร” เพื่อฝึกฝนการเป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง ดั่งองค์พระพุทธฯ

3. พระเนตรมองต่ำ
พระพระเนตรมองลงที่พระวรกายของพระองค์ หมายถึง สอนให้มองตนเองและพิจารณาตนเองเสมอ ตักเตือนแก้ไขตนเองก่อนจะไปคอยจับผิดผู้อื่น

ตามปกติคนเรามักจะมองเห็นแต่ความผิดพลาดของบุคคลอื่น โดยลืมมองข้อบกพร่องของตนเอง มัวแต่เอาเวลาไปนินทาว่าร้ายและจ้องแต่จะคอยวิจารณ์หรือเปลี่ยนแปลงคนรอบข้างอย่างเดียว ทำให้สูญเสียโอกาสในการปรับปรุงพัฒนาตัวเอง ใครเล่าจะตักเตือนตัวเราได้ดีกว่าตัวเราเอง จึงมีพุทธพจน์ตรัสให้เตือนตนเองว่า

“อตฺตนา โจทยตฺตาน” ซึ่งแปลเป็นกลอน ว่า
“จงเตือนตนของตนให้พ้นผิด ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน อย่าแชเชือนจงเตือนตนให้พ้นภัย”

นอกจากนั้น พระเนตรที่มองต่ำ คือการสอนให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ฝันเฟื่องถึงเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น หรือมัวหลงล่องลอยอยู่ในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ตาที่มองลงต่ำจะช่วยย้ำเตือนใจเราว่า “กลับมาก่อนเถิด กลับบ้านมาอยู่กับลมหายใจที่ปลายจมูก เพราะนั่นคือดินแดนแห่งสวรรค์ที่แท้จริง”

4. พระพักตร์อันสงบนิ่ง

พระหน้าสงบนิ่ง หมายถึง สงบนิ่ง แม้น้ำจะท่วม แผ่นดินจะไหว หรือใครจะทำร้าย ก็สงบนิ่ง รับแรงกระทบต่างๆ อย่างมั่นคง และไม่หวั่นไหวไปกับปัญหาทั้งเล็กและใหญ่ ให้ความรู้สึกเย็นสบายต่อผู้พบเห็นอยู่เสมอ

ในชีวิตของเรา ใช่ว่าจะต้องยอมคนอยู่เสมอ หากแต่สามารถฝึกรับแรงกระแทกทุกรูปแบบด้วยความนิ่งสงบได้ สามารถตอบโต้อย่างสร้างสรรค์และทรงพลัง เพราะคนบ้าจะโต้ตอบแบบหน้ามืด และคนโง่จะตอบโต้ในขณะที่ตัวเองกำลังโกรธ ส่งผลให้ตัวเองและคนอื่นตกตายไปตามกัน

หากรู้จักนิ่งสงบรับแรงกระแทกต่างๆ ในชีวิตได้เหมือนพระพุทธรูป การตอบโต้จะเกิดจากสติ เกิดจากปัญญา และเกิดจากพลังอันยิ่งใหญ่ที่มาจากใจที่สงบนิ่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สร้างบาดแผลให้กับตนเองหรือคนอื่น

5. รอยยิ้มจากพระโอษฐ์
พระมีรอยยิ้ม หมายถึง ปริศนาจากปากที่มีรอยยิ้ม เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่รักสรรพสิ่ง รักโลก และเข้าใจความจริงของโลก
  • ความจริงที่ว่า  ทุกสิ่งย่อม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมดา
  • ความจริงที่ว่า  ไม่มีอะไรแน่นอน
  • ความจริงที่ว่า  ไม่มีอะไรคงทนถาวร
  • ความจริงที่ว่า  ไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริง
ความสุขและความทุกข์ เป็นของคู่กันเสมอ ฉะนั้น “ผู้ที่เข้าใจความจริง” จะสามารถสงบนิ่งอยู่ได้ในธรรมชาติของสรรพสิ่ง ไม่วิ่งตามกระแสจนเหนื่อยเกินไป และสามารถใช้ชีวิตอย่างเบิกบานได้ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ เพราะมีสัจธรรมเป็นที่พักพิง

นอกจากนั้น รอยยิ้มของพระพุทธรูป คือรอยยิ้มของผู้ถ่อมตน แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจความยิ่งใหญ่และคุณค่าของความเป็นมนุษย์ รู้ว่าแม้ตัวเองจะเป็นเพียงเศษผงธุลีหนึ่งในจักรวาล แต่ก็เป็นเศษผงธุลีที่สามารถเข้าใจความจริงของจักรวาลได้ จึงทั้งเป็นสิ่งที่พิเศษและไม่พิเศษ ในเวลาเดียวกัน

ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน มีความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (พุทธะ) ซ่อนอยู่โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังคำว่า “พระพุทธเจ้า” ไม่ใช่ “ชื่อ” แต่เป็น “คำนำหน้าชื่อ” หมายถึงผู้รู้ตื่น ในอดีตก็เคยมีพระพุทธเจ้ามาแล้วหลายพระองค์ โดยองค์ปัจจุบันที่เรารู้จักกันดีมีพระนามว่า “โคตมะ” ซึ่งแปลว่า “ผู้ขับไล่ความมืด (อวิชชา) ด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา”

อาจกล่าวได้ว่า ใครๆ ก็สามารถไปสู่ความเป็น “พุทธะ” ได้ หากเขาผู้นั้นหมั่นใช้ชีวิตด้วยสติและปัญญาอยู่เสมอ เมื่อใดที่ก้มกราบพระพุทธรูป นอกจากจะระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าแล้ว ขอให้ระลึกถึงความจริงอีกประการหนึ่งด้วยว่า “ในหัวใจของเรา มีความเป็นพุทธะซ่อนอยู่เช่นกัน”