พกพาอาวุธปืน


การพกพาอาวุธปืนตามกฎหมาย

ผู้ที่มีอาวุธปืนพก พร้อมกระสุนปืนในครอบครอง สำหรับป้องกันตนเองและทรัพย์สิน เมื่อมีอาวุธปืนเป็นของตนเองแล้ว มักมีปัญหาสอบถาม หรือโต้เถียงกันอยู่เสมอ เรื่องการพกพาอาวุธปืน บางคนกล่าวว่า มีอาวุธปืนเป็นของตนเอง แต่ไม่มีใบพก (ป.12) อย่ามีเสียเลยดีกว่า บางคนกล่าวว่า แม้มีใบพกปืน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพกพาอาวุธปืนได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ หรือทุกกิริยาอาการ การที่จะพกพาอาวุธปืน ที่ถูกต้องนั้น น่าจะมีหลักเกณฑ์ที่สําคัญ 3 ประการ ดังนี้
  1. เป็นอาวุธปืนของตนเอง และได้รับอนุญาตให้มี และใช้ตามกฎหมาย (มีใบ ป.4) หรือ “เป็นปืนของตนเอง และมีทะเบียน”
  2. ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว หรือ “มีใบพก” (มีใบ ป.12)
  3. ปฏิบัติตามเงื่อนไข และวิธีการที่กฎหมายกําหนด หรือ “พกโดยข้อยกเว้นของกฎหมาย”
หลักเกณฑ์ประการแรก คือ “ปืนมีทะเบียนและเป็นปืนของตนเอง” อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคลนั้น ผู้ใดประสงค์จะซื้อต้องปฎิบัติตามกฎกระทรวงออกตามความใน พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ กล่าวคือต้องขอรับใบอนุญาตตามแบบ ป.1 มีใบอนุญาตให้ซื้อตามแบบ ป.3 และมีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ตามแบบ ป.4 การออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนนั้น พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ กําหนดให้ออกได้ใน 3 กรณีเท่านั้น ได้แก่
  1. สําหรับใช้ในการป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน
  2. ใช้สําหรับการกีฬา
  3. สําหรับใช้ในการล่าสัตว์
แต่มีบางประเด็น เรื่องปืนมีทะเบียนที่หลายคนยังเข้าใจคลาดเคลื่อน คือ เข้าใจว่าปืนมีทะเบียนย่อมเป็นปืนที่ถูกกฎหมายเสมอ ไม่ว่าใครจะนําไปใช้ หรือครอบครองได้ จึงปรากฎอยู่เสมอว่าบางคน นําปืนมีทะเบียนของผู้อื่นมาไว้ในครอบครองโดยเข้าใจผิดว่าไม่ผิดกฎหมาย ตามหลักกฎหมายใน พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ นั้น การออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ออกให้กับผู้มีชื่อในใบ ป.4 และออกให้เพียง 1 ใบ ต่ออาวุธปืน 1 กระบอก เท่านั้น ผู้อื่นแม้จะเป็นบุตร ภรรยาก็ไม่อาจใช้สิทธินั้นได้ ดังนั้น การที่มีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง ผู้ครอบครองจะต้องรับโทษ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 - 10,000 บาท

ควรพกปืนอย่างไร

ตามบันทึก ตร.ที่ 0501/30476 ลง วันที่ 11 ธันวาคม 2517 กำหนดแนวทางในการปฏิบัติของข้าราชการตำรวจ ให้ใช้ดุลพินิจในการตรวจค้น จับกุม ผู้พกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะสถาน ให้เป็นการถูกต้องตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 371 ได้บัญญัติไว้ ต่อมาได้มีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลง วันที่ 21 ตุลาคม 2519 แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 ขึ้นอีก

ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในปัจจุบันยังคงมีปัญหา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นพบบุคคลพกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ โดยมีเพียงใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนติดตัว ก็มักจะควบคุมตัวมาดำเนินคดีทุกรายไป ทำให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์ที่ ถูกตรวจค้นและจับกุม

ตามบทบัญญัติ มาตรา 8 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลง วันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3 กำหนดว่า ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่กรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์

ไม่ว่ากรณีใด ห้ามมิให้พาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผย หรือไปในที่ชุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อ นมัสการ การรื่นเริง การมหรสพหรือการอื่นใด

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายยังคงเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์นำอาวุธปืนที่ตนมีไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้พกพานำติดตัวไป เพื่อป้องกันตัวและทรัพย์สินได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายให้กระทำได้ ตามแนวคำชี้ขาดไม่ฟ้องของอธิบดีกรมอัยการเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะสถานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้พกพาจากเจ้าพนักงาน ซึ่งถือว่าโดยสภาพเป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ มีแนวทางพอสรุปได้ ดังนี้
  1. ถ้าได้นำอาวุธปืนใส่กระเป๋าเก็บไว้ในช่องเก็บของท้ายรถ ซึ่งไม่สามารถหยิบใช้ได้ทันทีทันใด
  2. นำอาวุธปืนใส่กระเป๋าใส่กุญแจ แล้ววางไว้ในรถ ซึ่งไม่สามารถหยิบใช้ได้ทันทีทันใด
  3. เดินทางไปเก็บเงินจากลูกค้าต่างจังหวัด จำนวนเป็นหมื่นๆ นำติดตัวมาแล้วมีอาวุธปืนได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนแล้วใส่ไว้ในช่องที่เก็บของหน้ารถยนต์ เพื่อป้องกันตัวและทรัพย์สิน
  4. เดินทางไปเก็บเงินจากลูกค้าต่างจังหวัด นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วย โดยแยกอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนออกจากกัน ใส่กระเป๋าเอกสารไว้ที่พนักเบาะหลังรถยนต์
  5. ห่ออาวุธปืน และแหนบบรรจุกระสุน (แม็กกาซีน) แยกออกคนละห่อเก็บไว้ในกระโปรงท้ายรถยนต์ซึ่งใส่กุญแจ

หมายเหตุ ประสบการณ์จริง

ถ่ายทะเบียนใบ ป.4 ไว้ในอุปกรณ์สื่อสาร เมื่อ จนท. ตรวจค้น ให้แสดงเจตนาว่า ได้พกอาวุธปืนมาด้วย พร้อมนำอาวุธปืน และใบ ป.4 ออกมาให้ จนท. เห็นทุกครั้ง และให้บอกว่าเป็นการ "นำพา" มิได้ "พกพา" การแสดงเจตนาบริสุทธิ์มีผลในการเจรจาความอย่างเปิดเผย อาจช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้พอสมควร