เปลี่ยนคำนิยามกฎหมาย

เปลี่ยนนิยามศาลอาญา “คดีทุจริตประพฤติมิชอบฯ”
กางประกาศ ก.บ.ศ. เปลี่ยนนิยามศาลอาญา “คดีทุจริตประพฤติมิชอบฯ” พบขยายความผิดครอบคลุมทุกมิติ ทุจริตต่อหน้าที่-ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เรียกรับสินบน เอกชนร่วมเป็นตัวการ-สนับสนุน โดนหมด ผิด พ.ร.บ.ป.ป.ช.-พ.ร.บ.ป.ป.ท.-พ.ร.บ. ฮั้ว ก็ไม่รอด 


นิยามความหมายของคำว่า “คดีทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ” จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ภายหลังเมื่อช่วงเดือน มิ.ย. 2558 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) เรื่อง การจัดตั้งแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญา 

โดยศาลอาญาแผนคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น จัดตั้งขึ้น โดยเฉพาะ

ต่อมา เมื่อปลายเดือน มิ.ย. 2558 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ ก.บ.ศ. เรื่อง การจัดตั้งแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญา (ฉบับที่ 2) ซึ่งขยายคำนิยามของ “คดีทุจริตฯ” ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นไปอีกอย่างไร ?

ในประกาศ ก.บ.ศ. เรื่อง การจัดตั้งแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญา ฉบับแรก นิยามความหมายของ “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ” ว่า “คดีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม และให้หมายความรวมถึงคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ”

ต่อมา ช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2558 ก.บ.ศ. ออกประกาศเรื่องดังกล่าว ฉบับที่ 2 ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า “คดีทุจริตฯ” ในประกาศฉบับแรก และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“คดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ” หมายความว่า

  1. คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น
  2. คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ตามข้อ 1) ไม่ว่าในฐานะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน
  3. คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลในความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ หรือให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ หรือการใช้อิทธิพล เพื่อจูงใจหรือข่มขืนใจ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ ไม่กระทำ หรือประวิงการกระทำใด
  4. คดีอาญาที่เป็นความผิดตามบทบัญญัติในกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อรัฐ
เมื่อพิจารณาจากประกาศ ก.บ.ศ. ในฉบับที่ 2 จะพบว่า
  1. แต่เดิม หากข้าราชการ-เจ้าหน้าที่รัฐ ถูกดำเนินคดีในนความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ไม่ว่าจะตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่นนั้น จะต้องถูกส่งฟ้องต่อศาลอาญาปกติ ซึ่งมักเกิดปัญหาในการตีความคำว่า "ทุจริต" ? แต่ต่อจากนี้ไป ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำผิดกรณีข้างต้น จะต้องถูกส่งฟ้อง และสู้คดีในศาลอาญา แผนกคดีทุจริตฯทันที
  2. แต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ-เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเอกชน ก็ตาม หากร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ (ตามข้อ 1) ไม่ว่าในฐานะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ก็จะขึ้นศาลอาญาตามปกติ ซึ่งมักมีปัญหาในการตีความนิยามคำว่า "ทุจริต" เช่นกัน แต่ต่อไปหากพบกรณีเช่นเดียวกันนี้อีก จะสามารถส่งฟ้อง มาที่ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตฯได้เลย โดยไม่ต้องตีความอีก
  3. คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลในความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ หรือให้ทรัพย์สินนั้น ยกตัวอย่าง สด ๆ ร้อน ๆ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติฟ้องข้าราชการระดับสูงในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุดรธานี เขต 3 ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143 กรณีเรียกรับเงินจากผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยอ้างว่าสามารถ “เคลียร์” คดีได้  ต่อไปหากพบกรณีเช่นเดียวกันนี้อีก จะสามารถส่งฟ้อง “ข้าราชการ” คนดังกล่าว มาที่ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตฯ ได้เช่นกัน
  4. สำหรับคดีอาญาที่เป็นความผิดตามบัญญัติในกฎหมายของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต-ความผิดว่าด้วยการเสนอราคาของรัฐนั้น หมายถึง ผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายของ ป.ป.ช. และอาจเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงยุติธรรม 
http://www.isranews.org/component/content/article/57-isranews/isranews-news/39660-nacc_1236_03.html

ต่อไปนี้ “ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่รัฐ” รายใด กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. และ พ.ร.บ.ป.ป.ท. จะต้องถูกส่งฟ้องต่อศาลอาญาแผนกคดีทุจริตฯ ทันที นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อรัฐ พ.ศ.2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว ด้วย

ดังนั้น การที่ ก.บ.ศ. ออกประกาศ เปลี่ยน “นิยาม” ของ “คดีทุจริตฯ” ข้างต้น เท่ากับว่าเป็นการ “ขยายอำนาจ” ความผิดจากแค่ กรณีทุจริตต่อหน้าที่ หรือผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157) กับกรณีร่ำรวยผิดปกติ ให้มากขึ้น และละเอียดขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ ก.บ.ศ. ยังตัดกรณีร่ำรวยผิดปกติ ออกไปจากนิยามของ “คดีทุจริตฯ” เพราะปกติคดีร่ำรวยผิดปกติ ถ้าเป็นในส่วนของ “ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่รัฐ” จะถูกส่งฟ้องไปยัง “ศาลแพ่ง” อยู่แล้ว เช่น กรณีของ “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ถูกศาลแพ่งพิพากษายึดทรัพย์ และ “พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์” อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด และดำเนินการส่งฟ้องศาลแพ่ง เช่นกัน

ทั้งหมดคือ ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ก.บ.ศ. จำเป็นต้องออกประกาศเปลี่ยนคำนิยามคดีทุจริตฯเสียใหม่ ให้ครอบคลุมใน “ทุกมิติ” ของการทุจริตประพฤติมิชอบ
ล้างบาง "คอร์รัปชั่น" ในวงการราชการ หรือเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด  
http://www.isranews.org/isranews-news/item/39202-sanaya_88_01.html