วาเลนไทน์

วาเลนไทน์ (Valentine) ภาษารัก-ภาษาโลก รักอย่างไรอยู่ที่มือเรา


สัปดาห์วาเลนไทน์

เมื่อต้องพูดถึงความรัก ไม่มีรักใดสมบูรณ์แบบ เท่ากับการรักด้วยคนที่รักเราอย่างยั่งยืน
แม้คนที่รักเรา จะจากไกลจากกายเรามากแล้ว แต่วันนี้ เธอยังอยู่ในใจเราตลอดไป


บุพเพสันนิวาส ความรัก ความผูกพัน


บุพเพสันนิวาส

การได้เคยอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ จนส่งผลให้ได้มาอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน เช่น สามีภรรยา พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก เพื่อครูกับศิษย์ นายกับบ่าว เป็นต้น การมีบุพเพสันนิวาสร่วมกัน มักจะทำอะไรตามกัน มีความเห็นสอดคล้องกัน ทำให้อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข

เนื้อคู่ คือ หญิงชายที่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันมาก่อนในอดีตชาติ
คู่ครอง คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบัน
คู่กรรม คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยา แต่มักไม่มีความสุข
คู่บุญ-คู่บารมี คือ เนื้อคู่ที่ได้ติดตามกันมา ส่งเสริมกันและกันในทางที่ดี ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาร่วมกันนับชาติไม่ถ้วน และจะติดตามกันต่อไปจนกว่าจะสามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ มักใช้คำนี้กับพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีกับเนื้อคู่ลำดับ 1 ที่จะได้เป็นคู่ครองกับในชาติสุดท้าย

คู่บุญตัวจริง คือคนที่เคยคิดดี พูดดี ทำดีต่อกันมาก่อน รวมทั้งมีศรัทธาในแนวทางเดียว แข็งแรงในศีลข้อเดียวกัน มีใจคิดสละประมาณเดียวกัน อย่างน้อยต้องพูดกันรู้เรื่อง เพลินคุยไม่รู้เบื่อ ไม่มีเหตุปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนให้ได้พบกันบ่อยๆ ได้เกื้อกูลกันโดยปราศจากอุปสรรคขัดขวางอย่างสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าตรัสว่า หญิงชายพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เพราะต่างฝ่ายต่างมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน ร่วมยินดีไปในแนวความเชื่อเดียวกัน ไม่ใช่ขัดแย้งกัน

YouTube Video

ความรักในทางธรรม
  1. ความรักจากการเป็น ผู้รับ คือ เสน่หา ราคะ
  2. ความรักจากการเป็น ผู้ให้ คือ ไมตรี มีเมตตา

ความรักในทางโลก
  1. รักใคร่ใฝ่กามา
  2. รักหวังวิวาห์มาคู่กัน
  3. รักปันแบ่งความสุข
  4. รักยอมทุกข์เพื่อสุขเธอ
พระพุทธองค์ ทรงตรัสถึงความรัก ว่าเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุ 2 ประการ ได้แก่
  1. ได้เคยอยู่ร่วมกันมาในอดีตชาติ
  2. ได้เกื้อกูลกันในชาตินี้

ความผูกพัน

การเกาะเกี่ยวกันทางใจ ด้วยความรัก ความโกรธเกลียด หรือความลุ่มหลง ทำให้ปล่อยวางหรือลืมเรืองนั้นได้ยาก เกาะติดในใจ ติดตามตัวไปทุกหนแห่ง ทำให้หาความสุขความเป็นอิสระไม่ได้ ไม่ต่างกับการมีโซ่ตรวนล่ามอยู่ ย่อมหนักและเดินลำบาก

พระพุทธองค์ ตรัสสอนว่า "ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง" แปลว่า ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น ย่อมเป็นทุกข์ ผูกพันด้วยความโกรธ ความเกลียด โดยไม่ละ ไม่วาง ยังผูกใจเจ็บแค้นกันอยู่ตลอดเวลา เสมือนโซ่ตรวนล่ามกันไว้เช่นกัน

การอธิษฐานจิตว่า "เกิดชาติหน้าฉันใดขออย่าให้ได้พบได้เจอคนอย่างนี้อีกเลย" ก็เป็นเรื่องยาก เพราะใจเราผูกพันดับเขาด้วยความโกรธ ความเกลียด ความชิงชังตลอดเวลา ไม่เคยหลุดจากโซ่ตรวนที่ล่ามติดกับเขาไว้ เช่นนี้แล้วจะพ้นจากคนที่เราไม่ชอบได้อย่างไร ก็ต้องตามผจญกรรมกันไปทุกภพทุกชาติ

หากไม่ชอบใคร ไม่อยากเจอใคร ต้องทำใจไม่ให้นึกถึงคนนั้น เรื่องเกี่ยวกับคนนั้น หรือนึกถึงให้น้อยที่สุด อโหสิกรรมหรือให้อภัยกันเสีย ก็จะมีโอกาสหนีพ้นจากกัน เปรียบเหมือนแกะโซ่ตรวนออกแล้ว ย่อมเป็นอิสระ ไม่ต้องเผชิญเวรกรรมกันอีกทุกภพทุกชาติ

ยิ่งทำดี มีเมตตากรุณากับผู้ที่เราไม่ชอบ ผลแห่กรรมดีที่เรากระทำยิ่งสูงกว่าคนที่เราไม่ชอบเท่าใด ภพภูมิก็จะต่างกันเท่านั้น

การผูกพันด้วยความหลง เป็นเรื่องสาหัสมาก เพราะผู้ที่มีความหลง คือเห็นผิดเป็นชอบ เรียกว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว"
ใครจะเตือน ก็ไม่สามารถจะเอาชนะความลุ่มหลงงมงายได้

ผู้ที่มีความผูกพันด้วยความหลง จึงจัดเป็นผู้ที่น่าสงสารที่สุด จะอยู่ในสภาพที่เรียกว่า "มดไต่ขอบกระด้ง" หาทางออกไม่ได้ ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นไม่รู้จบ ชีวิตที่มีความผูกพันกับสิ่งใดมากเกินไป ไม่เคยให้ความสุขแก่ผู้ใดเลย รักมากก็ห่วงมาก กลุ้มมาก เกลียดมากก็ร้อนใจมาก จะเห็นว่าล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ทั้งสิ้น

- ปรุงแต่งจากข้อเขียนของ รศ.พญ.จิรพรรณ มัธยมจันทร์