คนไม่ถูกนินทา

คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก


ณ ที่ชนบทแห่งหนึ่ง ตา กับหลานชาย ต้องเดินทางไปทำธุระที่อยู่ต่างเมือง โดยมีลาเป็นพาหนะสำหรับเดินทาง ทั้งหมดจะต้องผ่านเมืองต่างๆ แต่ระหว่างทาง ด้วยความกตัญญูของหลานชาย เห็นตาแก่แล้ว จึงขอให้ตา นั่งบนหลังลา และตัวเองเดินจูงลา แต่เมื่อเข้ามาในเมืองหนึ่ง ชาวบ้านต่าง ซุบซิบนินทาว่า “ต๊าย ดูสิ เป็นผู้ใหญ่ซะปล่าว เอาเปรียบเด็ก ตัวเองสบายเลยนะ”

เมื่อ ตา ได้ยินเช่นนั้น จึงไม่อยากให้เป็นที่นินทาของใคร จึงบอกให้หลานชาย ขึ้นมาขี่ลาแทน จนมาถึงอีกเมืองหนึ่ง ชาวบ้านเมืองนี้ก็ นินทาตำหนิ หลานชายว่า “ดู ดู๊ ดู ดู มันทำ ทำไม ถึงไม่สงสารคนแก่บ้าง ตัวเองสบายเห็นแก่ตัว เอาเปรียบคนแก่”

เมื่อหลานได้ยินเช่นนั้น จึงให้ตาขึ้นมาขี่ลาด้วยอีกคน พร้อมพูดว่า “ดูซิ ว่าจะมีใครนินทาพวกเราอีกไหม” ต่อมา เมื่อมาถึงอีกเมืองหนึ่ง ก็ไม่พ้นการโดนนินทาของชาวบ้าน “โถๆๆ เจ้าลาช่างน่าสงสารจริง ทำไมเจ้านายของแกถึงใจร้าย ใจดำ ใช้งานหนักเกินไปจริงๆ”

ทั้งคู่ จึงตัดปัญหา ลงจากหลังลา และย่างเท้าเดินไปแทน แต่แล้ว ก็ต้องมาผ่านเมือง อีกเมืองหนึ่ง คราวนี้ ชาวบ้านไม่ได้นินทาอย่างเดียว กลับหัวเราะเยาะใส่ด้วย “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดู ตา กับ หลาน คู่นั้นสิ โง่จริงๆ มีลาแต่ไม่ขี่ เดินจูงอยู่นั่นแหละ”

กลอนจากสุนทรภู่
“อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน แม้องค์พระปฏิมายังราคิน คนเดินหรือจะสิ้นคนนินทา”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครไม่ถูกนินทา เพราะต่อให้เราทำสิ่งที่ดีแค่ไหน คนที่ไม่ชอบเรา เค้าก็จะนินทาเราอยู่ดี
ดังนั้น เมื่อเราได้กระทำความดีแล้ว จงตั้งใจทำต่อไป อย่านำคำนินทามาทำให้ทุกข์ใจไปเปล่าๆ เลย