เอาอย่างราชสีห์

เอาอย่างราชสีห์

นานมาแล้ว ราชสีห์ตัวหนึ่งอยู่ในถ้ำ ณ หิมวันตประเทศ
วันหนึ่งฆ่าควายกินเป็นอาหารแล้วดื่มน้ำ กำลังเดินกลับสู่คูหาที่อาศัย
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นราชสีห์ในระยะกระชั้นชิด ไม่อาจหลบหนีได้ทัน จึงฟุบตัวลง

ราชสีห์ถามว่า อะไรกันนี่? สุนัขจิ้งจอกจึงกล่าวตอบว่า
เจ้าประคุณผู้เป็นใหญ่ ข้าพเจ้าขอสมัครเป็นข้ารับใช้ท่าน
ราชสีห์จึงว่า ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงมาด้วยกัน

ราชสีห์พาสุนัขจิ้งจอกนั้นไปสู่ที่อยู่ของตน
นำเนื้อที่เหลือจากตนกินมาเลี้ยงดูสุนัขจิ้งจอกทุกวัน
จนสุนัขจิ้งจอกนั้นอ้วนพีเพราะกินอาหารอันเป็นเดนของราชสีห์

วันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกเกิดมานะขึ้น จึงพูดกับราชสีห์ว่า
วันนี้ขอให้ท่านอยู่แต่ในถ้ำเถิด ข้าเพจ้าจะออกจับช้างสักตัวหนึ่งกินเนื้อ แล้วเอามาเผื่อท่านบ้าง
ราชสีห์กล่าวว่า เจ้าอย่าทำอย่างนั้น เจ้ามิได้เกิดในกำเนิดสัตว์ที่จะฆ่าช้างกินเนื้อได้
ช้างตัวมันใหญ่ร่างมันสูง เจ้าฆ่ามันไม่ได้ เชื่อเราเถิด เจ้าอยู่เฉยๆ เราจะฆ่าสัตว์มาเลี้ยงเจ้าเอง

แต่สุนัขจิ้งจอกมิได้เชื่อคำเตือนของราชสีห์ มันออกจากถ้ำ
ทำอาการบันลือ ทำนองที่ราชสีห์บันลือสีหนาท
ยืนบนยอดเขาแลดูลงไปยังเชิงเขา เห็นช้างดำตัวหนึ่งเดินอยู่ที่เชิงเขาจึงกระโดดลงไป
หมายใจว่า เราจักกระโดดลงบนกระพองช้าง แต่พลาดไปจึงกลิ้งตกลงใกล้ตีนช้าง
ช้างยกเท้าขึ้นเหยียบกระหม่อมของมันจนศีรษะมันแตก สมองไหล
มันนอนแขม่วท้องรอความตายอยู่ ช้างส่งเสียงโกญจนาทแล้วหลีกไป

ราชสีห์ยืนอยู่บนยอดเขา เห็นหมาจิ้งจอกถึงความพินาศเช่นนั้น จึงกล่าวว่า
"มิใช่สีหะ ทะนงตนว่า เป็นสีหะ ย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอกถูกช้างขยี้
นอนหายใจแขม่วอยู่บนพื้นดิน ผู้ใดไม่รู้กำลังความคิดและชาติสกุลของท่านผู้มีพยศ
เป็นคนชั้นสูงมีข้อลำแข็งแรง มีกำลังมาก ผู้นั้นจะเป็นสุนัขจิ้งจอก 

ส่วนบุคคลใดใคร่ครวญแล้วจึงทำ รู้จักกำลังกาย กำลังความคิดของตน
มีความรอบคอบเป็นแบบแผน ด้วยการปรึกษาหารือ 
และด้วยคำสุภาษิต ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ชำนะไพบูลย์ในโลกนี้"

สุนัขจิ้งจอกตายเพราะความทะนงเกินกำลัง

คัดลอกจากนิตยสารศุภมิตร (มกราคม-กุมภาพันธ์ : 2550) หน้า 31-32