หลักรัก

ในประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ" คำว่า "ฉัน" หมายถึง อะไร ?

ตัวจริงแท้ของฉัน อยู่ตรงไหน ตัวฉันวันนี้ กับตัวฉันเมื่อวานนี้ คนเดียวกันหรือไม่ ?
ตัวฉัน 1 ปีที่แล้ว 5 ปีที่แล้ว 10 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว คนเดียวกันหรือไม่ ?

คนเดียวกัน ก็ไม่ใช่ทีเดียวใช่ไหม คนละคน ก็ไม่ใช่อีก นี่คือความแปลกประหลาดของสิ่งที่ดูชัดเจนที่สุดของชีวิต

พระพุทธองค์ตรัสว่า "ตัวฉันที่เที่ยงแท้ถาวรไม่มี" สิ่งที่มีอยู่และเรารู้ได้ คือความยึดมั่นถือมั่น ในร่างกาย และความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ว่าเป็นตัวฉัน ซึ่งเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา เปรียบเทียบเหมือน คนบ้า เชื่อว่าเป็นทาส ดิ้นรนทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเจ้าของจะได้สบาย ได้รวย ได้เจริญ ทั้งที่เจ้าของไม่มีตัวจริง

ความยึดมั่นถือมั่นในกายและใจ หรือรูปและนาม ว่าเป็นตัวเรา เราอยากได้สิ่งต่างๆ เพื่ออะไร ? เพื่อปกป้อง และบำรุงตัวเอง นั่นเอง

แต่เนื่องจากตัวฉัน เป็นชื่อของกระแสธรรมชาติที่ไม่เที่ยง ไม่คงที่ มันจึงทำให้รู้สึกพร่องอยู่เป็นนิจ ?

เรื่องอนัตตาฟังยาก เพราะฝืนสามัญสำนึก แต่ผู้ต้องการปล่อยวางจากความทุกข์ จำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะความรู้สึกว่าพร่อง ว่าขาด ว่าไม่สมบูรณ์ ว่าอ้างว้าง เป็นฉากชีวิตของปุถุชน และเป็นเหตุให้อยากได้ความรักเหลือเกิน และทำให้ความรักที่ได้เศร้าหมองง่าย เพราะหลงว่ามีตัวเจ้าของชีวิตที่ขาด หรือกลัว หรือแปลกแยก จึงดิ้นรนเพื่อความรัก โดยรู้สึกว่าฉันมีปัญหา แท้ที่จริงแล้ว "ฉันเองคือปัญหา"

หากเรารู้สึกว่าขาดอะไรสักอย่าง แล้วก็หวังว่ามีคนใดคนหนึ่ง ที่สามารถเสริมส่วนที่ขาดไปนั้นได้ ย่อมเป็นเหตุให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นมีเงื่อนไข แล้วแปรไปในทางที่ต้องการอะไรสักอย่างจากเขา เมื่อเราต้องการอะไรสักอย่างจากคนอื่น และเชื่อว่า หากไม่ได้สิ่งนั้น ชีวิตจะแย่ ก็ต้องเครียดว่าจะไม่ได้ หรือหากได้ ความหึงหวง เพราะกลัวพลัดพราก ก็จะรุนแรง หากเราฝากความหวังในความสุข ความมั่นคงของชีวิตไว้กับคนใดคนหนึ่ง เราย่อมต้องทุกข์กับความไม่แน่นอนของคนนั้น ตลอดจนความพลัดพราก ที่รอคอยอยู่ข้างหน้า

ใครไม่รู้จักตัวเอง และไม่ยอมรับความจริงของธรรมชาตินี้ คงต้องทุกข์มาก การรักมากเกินไป ต้องการสิ่งที่คนอื่นให้เราไม่ได้ คือความทุกข์

สรุปว่า คนเราจะอยู่ในโลกนี้อย่างผู้มีปัญญา ต้องเรียนรู้ธรรมชาติของความรัก พิจารณาให้เห็นโทษของมัน ไม่มองแต่ในแง่ดีไปทั้งหมด ควรละตัณหา ซึ่งเป็นเหตุของทุกข์ ควรตั้งเป้าหมายว่า ต้องการเป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่สร้างทุกข์ เพราะความรัก ควรชำระความรัก ให้มีคุณสมบัติของเมตตาให้มากขึ้น

การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จึงเป็นหนทางเผชิญหน้ากับความจริง เห็นความจริงแล้ว ตัณหาก็ลดลง หรือดับไป ความรักที่มีอวิชชา และตัณหาเป็นเชื้อเพลิง ย่อมพลอยดับไป ส่วนความรักที่ตั้งไว้บนฐานแห่งความรู้ความเข้าใจ และความอยากฝ่ายดี "ย่อมทนต่อการพิสูจน์"

ในกรณีของความรัก คุณธรรมที่เด่นที่สุดในการเอาชนะตัณหา คือเมตตา และความพยายามเป็นเพื่อนที่ดี (กัลยาณมิตร)

เอกลักษณ์ของความรักที่บริสุทธิ์ คือ
  1. ไม่มีเงื่อนไข
  2. ไม่มีขอบเขต เป็นความหวังดีต่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
  3. ไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
  4. มีปัญญาและอุเบกขา คอยกำกับ
เมตตา คือความรักที่บริสุทธิ์ เพราะปลอดจากอัตตา ผู้มีเมตตาไม่ต้องการอะไร นอกจากความสุขของชีวิตผู้อื่น
เมตตา คือ ความรักที่ล้นออกมาจากจิตที่เต็มเปี่ยม ไม่ใช่ความฟุ้งซ่านของจิตที่ขาดที่พึ่ง
เมตตา ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด แม้แต่ความรักหรือ ความเข้าใจ

ความรัก ที่เกิดจากอวิชชา และประกอบด้วยกิเลส มักนำไปสู่ชีวิต หวาน เปรี้ยว มีความทุกข์ และความสุขคละกันอยู่ตลอด

ส่วนเมตตา เกิดจากการปล่อยวางความเป็นห่วงตัวฉัน และการเพียรละกิเลส

เพราะฉะนั้น เมตตาจึงเป็นส่วนหนึ่งของมรรค และเป็นคุณธรรมประจำจิตของพระอริยะเจ้า ในชีวิตประจำวัน เราจึงควรรับรู้ แล้วละทิ้งความหึงหวง ความอิจฉาพยาบาท และกิเลสอื่นๆ ที่ทำให้ความรักเป็นภาระหนัก

- พระชยสาโร