โรฮิงยา นักรบที่ถูกลืม


ประวัติชาวโรฮิงยา
ชาวโรฮิงยา มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกับชาวเอเชียใต้ บังคลาเทศ โดยเฉพาะชาวเบงกอล บางส่วนสืบเชื้อสายมาจากชาวอาหรับ เปอร์เซีย และ ปาทาน ที่อพยพมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโมกุล

ปัจุบันถิ่นที่อยู่ของ ชาวโรฮิงยา อยู่ในภูมิประเทศที่ถูกปิดล้อมไว้ด้วยเทือกเขาอารากัน ภูมิประเทศที่มีความซับซ้อน ยากต่อการคมนาคมติดต่อกับเมืองหลวงของประเทศพม่า มีเทือกเขาอารากัน เป็นเสมือนกำแพงขวางกั้นจากโลกภายนอก ทำให้ชาวยะไข่ มีวิถีชีวิต และวิธีคิดเป็นอิสระจากชนส่วนใหญ่ในพม่า

รัฐยะไข่ มีประชากรประมาณ 2 ล้านคน ในสมัยอังกฤษเข้าปกครองเรียก รัฐยะไข่ ว่า อารากัน (Arakan) มีเมืองหลวงชื่อ สตวย (Sittwe)

อย่างไรก็ตาม ชาวยะไข่ให้ข้อมูลว่า โรฮิงญา เป็นคำเรียกใหม่ คนบังกลาเทศจากบังกลาเทศ เข้ามายังรัฐอาระกัน หรือยะไข่จำนวนมาก เพราะสงครามและความยากจน พวกเขาเข้ามา เพื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติและอ้างสิทธิ์ไปยังประเทศที่สาม

การต่อสู้ของนักรบโรฮิงญา

ชาวโรฮิงญา เป็นชาติพันธุ์มุสลิม อาศัยอยู่ที่ดินแดนที่เรียกว่า "รัฐอาระกัน" หรือ "รัฐยะไข่" รัฐชายแดนทางตะวันตกของประเทศพม่า ติดกับบังกลาเทศ มีลักษณะร่างกาย ภาษาที่ใช้ใกล้เคียงกับภาษาเบงกาลี ภาษาที่ถูกใช้ในบังกลาเทศ

ประวัติศาสตร์ของชาวโรฮิงญานั้น มีมายาวนานตั้งแต่ยุคก่อนอาณานิคม และการเข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคมของอังกฤษ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คือจุดเริ่มต้นของการอพยพออกจากแผ่นดินถิ่นเกิด

อังกฤษสนับสนุนกลุ่มมุสลิมโรฮิงญา สร้างเขตกันชนในรัฐยะไข่ เพื่อป้องกันการรุกรานของญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน กลุ่มกู้ชาติชาวพม่าได้อาศัยญี่ปุ่นเป็นกองหนุนสู้รบอังกฤษ และพันธมิตรชาวโรฮิงญา

กองกำลังชาวโรฮิงญาจึงต้องรบราฆ่าฟันกับชาวพม่าที่นับถือศาสนาพุทธในยะไข่ มันจึงเป็น "ประวัติศาสตร์บาดแผล" มาจนถึงทุกวันนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ และชาวโรฮิงญาถูกรับรองในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี "อูนุ" และมีการตั้งเขตปกครองพิเศษ

ภายหลังการยึดอำนาจของ "นายพลเนวิน" พร้อมกับการนำสังคมนิยมแบบพม่ามาใช้ปกครองประเทศ และมีการปลุกกระแสชาตินิยมพม่าพุทธ นายพลเนวิน ได้เปลี่ยนชื่อจาก "รัฐอาระกัน" เป็น "รัฐยะไข่" ตามด้วยการประกาศใช้กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ กำหนดสิทธิของ 135 กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์โรฮิงญา

ทำให้ชาวโรฮิงญา ไม่ได้รับสิทธิในการเป็นพลเมืองพม่าตามกฎหมายสัญชาติ สถานะของชาวโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ จึงมีสภาพเป็นผู้อพยพ รอเพียงการผลักดันให้ออกนอกประเทศ

ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้

โรฮิงญาเป็นเผ่าพันธุ์นักรบ จึงก่อเกิดกลุ่มมูจาฮีดีนมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลก ต่อสู้เพื่อให้มีการก่อตั้ง "รัฐอาระกัน" แต่อังกฤษก็ลอยแพชาวมุสลิมโรฮิงญา ชาวโรฮิงญาบางกลุ่มตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับ "พรรคคอมมิวนิสต์พม่า-ธงแดง" (Communist Party of Burma-Red Flag) นำโดย "สหายทะขิ่นโซ" ฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า-ธงแดงนั้น อยู่ในแถบเทือกเขาแห่งอาระกัน และพม่าตอนบน ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์พม่า-ธงขาว จะเคลื่อนไหวอยู่ในเขตภาคกลางและรัฐฉาน

ปี 2505 เกิดความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ระหว่างพุทธยะไข่กับมุสลิมในพรรคธงแดง "สหายจ่อ ซานรี" จึงแยกตัวออกมาตั้ง "พรรคคอมมิวนิสต์อาระกัน" (Communist Party of Arakan) สหายจ่อ ซานรี มีจุดมุ่งหมายเพื่อสถาปนา "สาธารณรัฐสังคมนิยมอาระกัน" แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันและต้องยุติบทบาทการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในปี 2523 โดยสหายจ่อ ซานรี ได้มอบตัวต่อทางการพม่า

บรรดาสหายมุสลิมโรฮิงญาที่กระจัดกระจายอยู่ในเทือกเขาอาระกันถูกทหารพม่าโจมตีจนต้องถอนกำลังข้ามพรมแดนเข้าไปอยู่บังกลาเทศ ในส่วนที่เรียกว่า "เทือกเขาแห่งจิตตะกอง" (Chittagong Hill Tracts)

เทือกเขาแห่งจิตตะกอง เชื่อมโยงพื้นที่สามประเทศคือ พม่า บังกลาเทศ และอินเดีย โดยนักข่าวคนหนึ่งเคยให้เรียกขานเทือกเขาแห่งนี้ว่า "สวรรค์ของนักรบปฏิวัติ" เนื่องจากเป็นศูนย์รวมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทั้งสามประเทศ

28 ตุลาคม 2541 นักรบมุสลิมโรฮิงญาหลายองค์กรได้รวมเข้าด้วยกัน และจัดตั้งสภาแห่งชาติโรฮิงญา (อาร์เอ็นซี) และกองทัพแห่งชาติโรฮิงญา (อาร์เอ็นเอ) นอกจากนั้นได้จัดตั้งองค์กรแห่งชาติโรฮิงญาอาระกัน (เออาร์เอ็นโอ) เพื่อจัดการกับกลุ่มโรฮิงญาที่มีความแตกต่างกันเข้ามาเป็นกลุ่มเดียว ชาวโรฮิงญาโพ้นทะเลจำนวนหนึ่ง ยังเป็นแนวหลังที่คอยสนับสนุนเงินทองแก่กองกำลังปลดปล่อยโรฮิงญาในรอยต่อบังกลาเทศ-พม่า

ทั้งหมดเป็นอีกด้านของโรฮิงญา ชาติพันธุ์ที่ต้องดิ้นรนสู้เพื่อเอาชีวิตรอด พวกเขาไม่ได้ต้องการเป็นชาวพม่า หรือชาวบังคลาเทศ พวกเขาต้องการเป็นเผ่าพันธิ์หนึ่งของมนุษยชาติ ที่ต้องการ แผ่นดิน ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมเป็นของตนเอง